สัญญาณเตือน อุตสาหกรรมแห่ปิดตัว-ย้ายฐาน GDP ไทยต่ำสุดอาเซียน

14 มิถุนายน 2567
สัญญาณเตือน อุตสาหกรรมแห่ปิดตัว-ย้ายฐาน GDP ไทยต่ำสุดอาเซียน

สัญญาณเตือน อุตสาหกรรมแห่ปิดตัว-ย้ายฐาน GDP ไทยต่ำสุดอาเซียน

“ธนิต โสรัตน์” มองสัญญาณเตือน เศรษฐกิจไทย หลังพบอุตสาหกรรมแห่ปิดตัว และย้ายฐานการผลิต พร้อมทั้งรายงาน ธนาคารโลกปรับ GDP ไทยต่ำสุดในภูมิภาค ความท้าทายของไทยที่จะต้องก้าวผ่าน

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความวิชาการเรื่อง ธนาคารโลกปรับ GDP ไทยต่ำสุดในภูมิภาค มาพร้อมกับอุตสาหกรรมแห่ปิดตัว-ย้ายฐาน สัญญาณบ่งบอกอะไร มีเนื้อหาที่น่าสนใจระบุว่า

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมายังอยู่ในภาวะจำศีลสะท้อนจากธนาคารแห่งประเทศไทย-หน่วยงานรัฐด้านเศรษฐกิจและศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ ประสานปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2567 จากเฉลี่ยต้นปี 3.2% เหลือเฉลี่ย 2.54% ล่าสุดต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาธนาคารโลกหรือ “World Bank” ปรับลด GDP ของไทยจาก 2.8% เหลือ 2.4% เป็นอัตราที่ต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 4.8%

ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ยังติดกับดักเงินเฟ้อและขาดกำลังซื้อ เช่น สหรัฐอเมริกาคาดว่าขยายตัวได้ดีขึ้นเป็น 2.8% ประเทศในกลุ่มยูโรโซนขยายตัวได้ในอัตราต่ำเฉลี่ย 0.7% ญี่ปุ่น 0.9% ประเทศในอาเซียนเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี เช่น เวียดนาม 5.7% ประเทศอินโดนีเซีย 5.1% ขณะที่ประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดนำเข้าและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกเศรษฐกิจขยายตัวได้ 4.8%

ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยทั้งภาคส่งออกและท่องเที่ยวพึ่งพิงกับเศรษฐกิจโลกในระดับที่สูงส่งออกช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวได้ 1.42% เป็นการขยายตัวที่มาจากภาคอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูป ข้อกังวลเกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง ช่วง 15 เดือนที่ผ่านมาโรงงานอุตสาหกรรมทั้งรายใหญ่และรายเล็กแห่กันปิดตัวมากกว่า 1,504 ราย เพิ่มขึ้นถึง 60% กระทบการจ้างงาน 42,000 คน

สอดคล้องกับจำนวนคนว่างงานล่าสุด (มี.ค. 67) มีจำนวน 4.36 แสนคน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านั้น 3.9 หมื่นคน ผู้ว่างงานส่วนใหญ่เกือบครึ่งหรือ 46% เป็นผู้ที่เคยทำงานมาก่อน ข้อมูลที่น่าสนใจคือการว่างงานในระบบประกันสังคมเฉียด 2% จำนวนคนว่างงาน 2.288 แสนคน เป็นการว่างงานรายใหม่เดือนเมษายนประมาณ 66,223 คน และว่างงานจากการเลิกจ้าง 37,552 คน

นายธนิต ระบุว่า สัญญาณการปรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยซึ่งต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกบ่งบอกถึงปัญหาทางโครงสร้างที่มาจากเศรษฐกิจโลกซึ่งอยู่ในช่วงทรงตัวยาวต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังโควิด-19 ส่วนหนึ่งเกิดจากบาดแผลในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส ความขัดแย้งในภูมิภาคยูเครน สงครามอิสราเอล-ฮามาสและวิกฤตทะเลแดง ด้านการเมืองในประเทศ เช่น

ความล่าช้างบประมาณใช้จ่ายของรัฐบาล ความไม่แน่นอนจากคดียุบพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล การแย่งชิงอำนาจของกลุ่มอนุรักษ์ขั้วเก่าและอนุรักษ์ใหม่เกี่ยวข้องกับคดีนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในระหว่างศาลรัฐธรรมนูญพิจารณารวมถึงบทบาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณฯ ที่มีชนักปักหลัง ม.112 ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยกระทบความเชื่อมั่นด้านกระบวนการยุติธรรมและทิศทางการเมืองซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย ซึ่งกลายเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชียในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตโดยเฉลี่ยเพียงแค่ 1.8% ปีที่ผ่านมา GDP ขยายตัวได้ 1.9% ไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 1.5% ทั้งปีคาดว่าประมาณขยายตัว 2.54% รากลึกของปัญหานอกจากที่กล่าวไปแล้วคือ “การกินบุญเก่า” จากภาคท่องเที่ยว-การลงทุน (FDI) และการส่งออกใช้จุดแข็งจากอุตสาหกรรมยุคดั้งเดิมผ่านมาสองทศวรรษแทบไม่เปลี่ยนแปลง

ความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่คือการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสมาร์ทเทคโนโลยีและนวัตกรรมทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นการเปลี่ยนแบบ “Big Change” ที่ไทยต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่เพื่อการก้าวผ่าน

ต้องยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนรับมือการเปลี่ยนแปลงของไทยทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงภาคแรงงานค่อนข้างช้า ที่กำลังเป็นปัญหาคือกระแสรถ EV ซึ่งจะกระทบอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ในเชิงมูลค่าเป็น 1 ใน 5 ของการส่งออก

โดยโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องมีอุตสาหกรรมมากกว่า 2,500 รายและแรงงานกว่า 7.5 แสนคน ตามด้วยอุตสาหกรรมที่กำลังเป็น “Sunset” เช่น ฮาร์ดไดร์ฟ แผงวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงอุตสาหกรรมยุค 3.0

ขณะที่โลกกำลังก้าวกระโดดไปสู่อุตสาหกรรมเอไอ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมใหม่ที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล ความเป็นจริงคือภาคการผลิตและภาคบริการของไทยยังย่ำอยู่กับกระบวนการผลิตและธุรกรรมการค้าที่เน้นการใช้แรงงานมนุษย์จำนวนมาก

ทั้งที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบเข้มข้น ขาดแคลนแรงงานจนต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติมากกว่า 3.32 ล้านคนเพื่อมาใช้ในอุตสาหกรรมเกษตร-แปรรูปเกษตรรวมถึงในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ 1 ใน 2 จาก 46 คลัสเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น

การที่เศรษฐกิจของไทยโตต่ำต่อเนื่องมาเป็นทศวรรษและยังไม่เห็นปัจจัยอะไรที่ทำให้เศรษฐกิจของเรากลับขึ้นมาอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ GDP โตประมาณ 4.5% ปัญหาที่ตามมาคือการเป็นผู้ป่วยที่ไม่ฟื้นจากไข้อยู่ได้ด้วยบุญเก่าซึ่งขีดความสามารถในการแข่งขันกำลังลดน้อยถอยลงกระทบต่อภาคการส่งออกซึ่งจะต้องลุ้นทุกปี

ด้านการลงทุนถึงแม้ว่าปีที่ผ่านมาจะขยายตัวได้ 72% แต่เงินเพียง 1.808 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.6 แสนล้านบาท) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในรถ EV เมื่อเทียบกับประเทศเวียดนามมูลค่าการลงทุนในช่วงเดียวกัน 18.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศอินโดนีเซีย 21.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐและฟิลิปปินส์ที่กำลังเป็นคู่แข่งรายใหม่ที่การลงทุนมูลค่า 6.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

นายธนิต มองว่า การส่งออกของไทยที่เสียแชมป์ให้กับเวียดนามซึ่งมีมูลค่าแซงหน้าไทยไป 1.23 เท่าและประเทศอินโดนีเซียมูลค่าการส่งออกกำลังตามไทยมาติดๆ หากมีการปรับค่าจ้าง 400 บาททั่วประเทศจะทำให้ค่าจ้างของไทยทิ้งห่างจากเวียดนาม 1.5 เท่า เป็นความท้าทายของไทยที่จะต้องก้าวผ่านภายใต้โจทย์ที่ต่างไปจากเดิม


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.