สศอ.เร่งยกระดับอุตฯ เหล็กไทยขึ้นแท่นThai Green Steel รับ CBAM ปี 69

01 กุมภาพันธ์ 2569
สศอ.เร่งยกระดับอุตฯ เหล็กไทยขึ้นแท่นThai Green Steel รับ CBAM ปี 69

สศอ. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ "เหล็กสีเขียว" (Thai Green Steel) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการรับมือมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมในปี 2569

เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์คือการควบคุมและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต โดยจะกำหนดเป้าหมายความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอนเป็น 3 ระยะ และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน

การปรับตัวสู่เหล็กสีเขียวจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้สามารถรองรับกติกาการค้าสีเขียวที่เข้มข้นขึ้นในตลาดโลก

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปได้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม

สศอ. จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่เหล็กสีเขียว เพื่อให้กระบวนการผลิตสามารถควบคุมการปลดปล่อยมลพิษเป็นไปตามมาตรฐาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์

รวมถึงกำหนดเป้าหมายความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอนสำหรับ Thai Green Steel (TGS) เป็น 3 ระยะ โดยเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และรองรับกติกาการค้าสีเขียวที่เข้มข้นขึ้นในตลาดโลก

สำหรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 93.27 ขยายตัว 2.52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 57.60% เนื่องจากการผลิตยานยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าของยอดรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ามาจำหน่ายในปีที่ผ่านมา รวมถึงการส่งออกภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ประกอบกับประชาชนมีการเร่งใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสำคัญอื่น เช่น เที่ยวดีมีคืน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 2568 กลับมาหดตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.78% อยู่ที่ระดับ 95.81  และอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 58.67%

สำหรับปัจจัยที่กดดันภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่ ค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกได้รับผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อจากท่าทีแข็งกร้าวของนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ในหลายประเด็นได้บั่นทอนบรรยากาศการค้าและการลงทุนโลก ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุน ประกอบกับความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาส่งผลต่อการค้าชายแดน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อสุกรและเนื้อปลาแช่แข็ง รองเท้า เครื่องดื่ม เป็นต้น


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.