สงครามกับภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ | เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

10 มีนาคม 2569
สงครามกับภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ | เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

เป็นคำถามที่ดี เพราะเราควรต้องมองยาวถึงความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจโลกที่อาจเกิดขึ้นจากผลของสงคราม 

ในความเห็นผม สงครามที่เกิดขึ้นคงทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอยแน่นอน คือ เกิดภาวะ Recession แต่ไม่ถึงขั้นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเหมือนปี 1930s เพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำถ้าจะเกิดขึ้นต้องมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาซ้ำเติม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้น หรือหลีกเลี่ยงได้ และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เราเห็นสงครามที่เป็นการรบพุ่งใหญ่อย่างน้อยสองสงครามในโลก คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครน เริ่มปี 2565 และสงครามอิสราเอล-ฮามาส เริ่มปี 2566 ผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 3 ในปี 2565 เป็นผลจากราคาน้ำมันและราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น การค้าโลกที่ชะลอ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อลดเงินเฟ้อ และตลาดหุ้นที่ปรับลง

นี่คือช่องทางที่สงครามกระทบเศรษฐกิจโลก ผ่านกลไกราคา ความเสี่ยงในการถือครองสินทรัพย์ และการผลิต ซึ่งผลกระทบของสงครามอิสราเอล-ฮามาสก็คล้ายกัน ผ่านช่องทางเดียวกันแต่จำกัดกว่า เพราะการสู้รบอยู่ในวงจำกัด เศรษฐกิจโลกขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 2.8 ปี 2566 

คราวนี้ ปี 2569 เป็นสงครามในตะวันออกกลางที่เหมือนยกระดับสงครามอิสราเอล-ฮามาสปี 2566 เป็นระดับภูมิภาคโดยมีอิหร่านเข้าร่วม และสหรัฐอเมริกาก็เข้าร่วมอย่างเปิดเผย การสู้รบถึงวันนี้ผ่านทางอากาศเป็นหลักคือ จรวด เครื่องบิน และโดรน และความเสียหายขยายไปถึงกลุ่มประเทศ GCC ที่เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ และประเทศที่สหรัฐใช้เป็นฐานทัพ เช่น จอร์แดน อิรัก ไซปรัส

สําหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกของสงครามที่กำลังเกิดขึ้นก็คงออกมาคล้ายกับสองสงครามที่พูดถึง แต่จะผันผวนกว่าเพราะความไม่แน่นอนที่มีสูงกว่า ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 100% ช่วงสัปดาห์แรกเพราะความเสียหายที่มีต่อแหล่งผลิต

ส่วนราคาอาหารและพืชเกษตรปรับสูงขึ้นเพราะค่าขนส่งและความต้องการในโลกที่สูงขึ้น ตลาดหุ้นทั่วโลกตก อัตราดอกเบี้ยระยะยาวเพิ่มขึ้นเพราะความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ การค้าการเดินทางที่มีข้อจำกัดมากขึ้นเพิ่มต้นทุนการผลิต

ทั้งหมดจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอ แต่จะรุนแรงมากแค่ไหน ขึ้นอยู่ว่าสงครามจะยืดเยื้อหรือไม่ จะขยายวงโดยมีประเทศอื่นเข้าร่วมสู้รบหรือไม่ เช่น ประเทศในกลุ่ม GCC รวมถึงความเสียหายที่จะมีต่อการผลิต โรงกลั่นและการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซว่าจะปิดหรือไม่ เพราะกว่าร้อยละ 20-30 ของน้ำมันและก๊าซที่ทั่วโลกใช้ขนส่งผ่านช่องแคบนี้

ต่อคำถามว่า สถานการณ์จะพัฒนาไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ ผมคิดว่ามีสองเรื่องที่ต้องเข้าใจก่อน เรื่องเเรก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนั้นรุนแรงกว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาก ทั้งขนาดการหดตัวของจีดีพีที่จะมากกว่า 10% การว่างงานที่รุนแรงคืออัตราการว่างงานสูงกว่าร้อยละ 25 และความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่จะยืดเยื้อเป็นหลายปีไม่ใช่เป็นเดือน

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะมาพร้อมกับวิกฤติที่รุนแรงในระบบสถาบันการเงิน มีแบงก์ล้ม มีการล้มละลายกว้างขวางของบริษัทธุรกิจ จากราคาหุ้นที่ลง สภาพคล่องที่หายไป และเศรษฐกิจที่ไม่ใช้จ่ายเพราะประชาชนขาดความเชื่อมั่น เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายและแผ่ไปทั่วโลก

ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นก็เกือบร้อยปีมาแล้วในปี 1930s ซึ่งเกร็ดในคราวนั้นก็คือ การใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐ ช่วงปี 2480-2482 เพื่อเตรียมตัวสําหรับสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นกลไกที่ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐหลุดออกจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

เรื่องที่สอง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นในปี 1930s มีสาเหตุมาจากสามปัจจัย (1) วิกฤติหรือภาวะล่มสลายของภาคการเงิน ทั้งตลาดหุ้นและระบบธนาคาร (2) ระบบการค้าโลกที่ล่มหรือหยุดนิ่ง (3) ความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ

ดังนั้น ถ้าจะตอบคำถามว่าสถานการณ์สงครามขณะนี้จะนำเศรษฐกิจโลกไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้หรือไม่ ก็คงต้องดูว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างที่จะผลักให้เศรษฐกิจโลกจากจุดนี้เดินไปสู่ภาวะตกต่ำ เป็นเงื่อนไขที่ต้องจับตา และถ้าหลีกเลี่ยงได้ โอกาสที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะเกิดขึ้นก็ลดลง

  1. การขยายวงของสงครามเป็นระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบ มีประเทศอื่นๆ เข้าร่วมทำให้การผลิต การกลั่น และการขนส่งน้ำมันและก๊าซ จากตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของอุปทานน้ำมันในตลาดโลกถูกกระทบราคาน้ำมันจะยืนในระดับสูงต่อเนื่อง คือมากกว่า 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น ธนาคารกลางคงขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อหยุดเงินเฟ้อ 
    เศรษฐกิจจะชะลอมากขึ้นหรือถดถอย เป็นสถานการณ์ที่เศรษฐกิจขยายตัวลดลงหรือถดถอยพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่สูง คือภาวะ Stagflation คล้ายที่เกิดขึ้นในวิกฤตการณ์น้ำมันหรือ Oil shock ปี 1970s แต่จะรุนแรงกว่า และแก้ยากกว่าเพราะไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยปกติ

2.ผลกระทบรอบสองของเศรษฐกิจที่ถดถอย อัตราเงินเฟ้อที่สูง อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ราคาหุ้นที่ตก เงินทุนต่างประเทศที่ไหลออก ต่อภาคการเงิน ผ่านความสามารถในการชําระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน มูลค่าสินทรัพย์ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ฐานะของระบบธนาคารพาณิชย์ รวมถึงภาวะขาดทุนในตลาดหุ้น

ซึ่งถ้ารุนแรงหรือบริหารจัดการไม่ดี ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่องรุนแรง ธนาคารก็จะเริ่มมีปัญหา จุดนี้เป็นจุดที่ความเสี่ยงของการไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะเริ่มปรากฏ ต้องเฝ้าระวัง ต้องติดตามและรีบแก้ไขเพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นปัญหาของทั้งระบบ

3.การค้าโลกปัจจุบันลดขนาดลงเพราะภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การค้าในโลกแตกเป็นกลุ่มและการกีดกันทางการค้าถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น ภาษีทรัมป์ ความเสี่ยงคือสงครามจะทำให้การค้าโลกยิ่งหดตัวเพราะเรื่อง ความปลอดภัย ต้นทุนการขนส่ง และการใช้มาตรการควบคุมหรือกีดกันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งถ้าเกิดขึ้น การค้าโลกจะยิ่งหดตัว เศรษฐกิจโลกยิ่งชะลอ

4.ความเสี่ยงที่นโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดอาจซํ้าเติม ทำให้เศรษฐกิจโลกที่ชะลอถลำเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เรื่องนี้ผมคิดว่าประสบการณ์จากการบริหารจัดการวิกฤติในอดีตของประเทศใหญ่คงทำให้ความผิดพลาดในเรื่องนี้ลดลง อย่างน้อยในแง่ทิศทางนโยบาย

แต่ที่น่าห่วงมากกว่าคือการขาดวินัยในการใช้นโยบาย เพราะนโยบายถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการทางการเมืองและเป้าหมายของสงครามมากกว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดการเงินขาดความเชื่อมั่นในนโยบายรัฐ ตลาดการเงินผันผวนมาก ต้นทุนการเงินสูงกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เศรษฐกิจมีข้อจำกัดที่จะปรับตัว

นี่คือ สี่เงื่อนไขที่ต้องจับตา ผมคิดว่าเป็นสี่เงื่อนไขที่ทุกฝ่ายเข้าใจดี และคงพยายามหลีกเลี่ยง

 


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.