
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดประชุมหารือและรับฟังความคิดเห็นร่วมกับสำนักงานกฎหมายชั้นนำ กว่า 17 แห่ง เพื่อระดมสมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งจะนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางของคนต่างชาติ หรือ นอมินี (Nominee) ในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย
โดยจะมีการรวบรวมข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกำหนดมาตรการ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ “ร่างคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ .. /2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด” ให้เป็นไปด้วยความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหานอมินีในการประกอบธุรกิจต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาการใช้นอมินีเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องยกระดับกลไกการกำกับดูแลและเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยกรมฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง
ปัจจุบันมีบริษัทดำเนินกิจการอยู่ 782,542 ราย ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนในสัดส่วนระหว่าง 0.01-49.99 % ซึ่งยังคงมีสถานะเป็นบริษัทไทยถึง 118,016 ราย ซึ่งคาดว่ามากกว่า 80 % เป็นบริษัทที่ใช้คนไทยถือหุ้นในลักษณะนอมินี
โดยกรมฯ ได้ออกคำสั่งที่ 2/2568 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนามในห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด โดยมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569
โดยให้ส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ซึ่งมีผลทำให้การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนอมินีลดลงกว่าร้อยละ 65 แต่ก็ยังคงมีการหลีกเลี่ยง กรมฯ จึงจะออกมาตรการเพิ่มเติมดังกล่าวข้างต้น เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการจดทะเบียนนิติบุคคลโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีของคนต่างชาติในการประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
การประชุมรับฟังความคิดเห็นร่วมกับสำนักงานกฎหมายชั้นนำในครั้งนี้ กรมฯ ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กรมจะรวบรวมข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะต่าง ๆ และนำมาปรับปรุงรายละเอียดของมาตรการและแนวทางปฏิบัติให้มีความชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนออกคำสั่งมาบังคับใช้ตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยคำนึงถึงการบังคับใช้ที่จะไม่ขัดขวางการลงทุนจริงและไม่เพิ่มภาระให้กับภาคธุรกิจจนเกินไป
คาดว่าจะสามารถออกคำสั่งฉบับดังกล่าวได้ภายในช่วงกลางเดือน มี.ค 2569 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ผลจากการดำเนินมาตรการตามคำสั่งฉบับใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการใช้นอมินี ลดช่องโหว่ของระบบการกำกับดูแล และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย
หากตรวจพบการกระทำที่เข้าข่ายการเป็นนอมินี ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกองธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน