
ความต้องการส่งออกเหล็กของจีนปรับตัวลดลง ในช่วงสิ้นสุดสัปดาห์วันที่ 6 มีนาคม เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของตลาด ขณะเดียวกัน ความแออัดของท่าเรือบางแห่งอาจส่งผลให้การขนส่งสินค้าชะลอตัวลง ตามข้อมูลจากผู้ค้าและแหล่งข่าวจากโรงงานผู้ผลิตเหล็กในภูมิภาคเอเชีย
ข้อมูลจาก S&P Global ในระบบ Commodities at Sea ระบุว่า ปริมาณการบรรทุกเหล็กเพื่อการส่งออกจากท่าเรือของจีน ในช่วงวันที่ 1–5 มีนาคม อยู่ที่ 1.56 ล้านตัน ลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ ปริมาณสินค้าที่บรรทุกเพื่อส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เมดิเตอร์เรเนียน และเอเชียใต้ ลดลง 23% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามข้อมูลดังกล่าว
ผู้เข้าร่วมตลาดระบุว่า การจองคำสั่งซื้อเหล็กเพื่อส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง และพื้นที่ใกล้เคียงยังคงมีความเสี่ยง เนื่องจากยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ส่งผลให้การขนส่งบางส่วนถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไปชั่วคราว
ผู้ค้ารายหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์กล่าวว่า “สถานการณ์ด้านโลจิสติกส์ในปัจจุบันได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามในตะวันออกกลาง การส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อน (Hot-Rolled Coil) ของบริษัทไปยัง United Arab Emirates ขณะนี้ยังคงถูกพักรออยู่ที่ท่าเรือ” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ค้ารายอื่น ๆ กำลังพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะดำเนินการบรรทุกสินค้าเพื่อส่งออกหรือไม่
แหล่งข่าวยังระบุว่า อัตราค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจ “ราคาส่งออกของโรงงานเหล็กในจีนอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ปัจจัยสำคัญที่กำหนดระดับราคาจึงกลายเป็น อัตราค่าขนส่ง” โดยผู้ค้าจากเมือง Hangzhou ประเมินว่า ค่าระวางเรือได้ปรับเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 5–7 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ผู้ค้ารายดังกล่าวกล่าว
แหล่งข่าวจากโรงงานทางตะวันออกเฉียงเหนือระบุว่า เนื่องจากคลื่นความหนาวเย็นที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ท่าเรือ Bayuquan Port ประสบปัญหาน้ำแข็งจับตัวรุนแรงกว่าปีก่อน ๆ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการขนถ่ายสินค้า
ความผันผวนของราคาเหล็ก และ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ยังเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน ส่งผลให้ทั้งผู้จำหน่ายและผู้ซื้อจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบมากขึ้นก่อนตัดสินใจดำเนินธุรกรรม.