‘สหรัฐ’ล็อคเป้าไต่สวน 3 สินค้าไทย ‘ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง’ เสี่ยงถูกขึ้นภาษี

16 มีนาคม 2569
‘สหรัฐ’ล็อคเป้าไต่สวน 3 สินค้าไทย ‘ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง’ เสี่ยงถูกขึ้นภาษี
3 สินค้าไทยระส่ำ “ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง” ถูกสหรัฐไต่สวนไทยตามมาตรา 301 ปมกำลังผลิตส่วนเกิน ได้ดุลการค้าสหรัฐพุ่ง ปูทางให้ทรัมป์ขึ้นภาษี ดันสงครามการค้าตึงเครียดเพิ่มขึ้น “ศุภจี” ตั้งทีมเฉพาะกิจติดตาม “เอกนิติ” มั่นใจแจงเหตุผลได้ ชี้ไทยได้ดุลมาจากสหรัฐใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งกลับ

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เริ่มกระบวนการตรวจสอบ 16 ประเทศคู่ค้ารวมถึงไทยภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้าปี 1974 การตรวจสอบนี้มุ่งเป้าที่ “การกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติ” ที่ก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิตที่สหรัฐมองเป็นอุปสรรคต่อการดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐ และกระทบการจ้างงานของแรงงานสหรัฐ

สำหรับ 16 ประเทศ ประกอบด้วย สหภาพยุโรป (EU) จีน เม็กซิโก เวียดนาม ไต้หวัน ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา บังกลาเทศ นอร์เวย์ สิงคโปร์ โดยเป็นครั้งแรกที่ไทยถูกไต่สวนตามมาตราดังกล่าว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ตั้งคณะทำงานพิเศษติดตามสถานการณ์ และหาแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหา โดยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมอธิบดีทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบรายเซกเตอร์ รวมถึงแนวทางชี้แจงเพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกเก็บภาษีเพิ่ม

การตรวจสอบของสหรัฐอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้าหากพบว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่ายไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติ

สำหรับเหตุผลที่สหรัฐใช้ประกอบการพิจารณา 3 ประเด็น คือ 

1.ไทยเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ไทยเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์ 

2.ภาคการผลิตของไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19

3.อุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ ไทยไม่ถูกกล่าวหาแทรกแซงค่าเงิน

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เห็นว่าไทยแตกต่างจากบางประเทศที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากไม่ถูกระบุว่ามีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เหมือนกรณีสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเวียดนาม รวมทั้งไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกในรูปเงินสดโดยตรงเหมือนบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ

รวมทั้ง ภายใต้กระบวนการตามมาตรา 301 หากสหรัฐพิจารณาว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่าย “ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ” (Unreasonable or Discriminatory) โดย USTR มีอำนาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือมาตรการจำกัดการนำเข้าอื่นเพื่อชดเชยความเสียหายต่อสหรัฐ

นางศุภจี กล่าวว่า ไทยยังเข้าร่วมกระบวนการชี้แจง โดยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะที่จะจัดขึ้นวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา

“มาตรา 301 ไม่มีเพดานการเก็บภาษี แต่ที่ผ่านมาสหรัฐเคยใช้มาตรา 301 กับจีน โดยเก็บภาษีในอัตรา 100% แต่ไม่หนักใจในเรื่องประเด็นสมเหตุสมผลเพราะมีจุดชี้แจงได้ แต่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนกรณีใช้แหล่งกำเนิดสินค้า” นางศุภจี กล่าว

“เอกนิติ” แจงเหตุผลไทยได้ดุล

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและเตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุม เนื่องจากไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐอยู่ในเกณฑ์ถูกจัดให้อยู่บัญชีรายชื่อที่สหรัฐต้องจับตาเป็นพิเศษ

นายเอกนิติ กล่าวว่า นับตั้งแต่การหารือรอบที่ผ่านมารัฐบาลเตรียมกลยุทธ์การอธิบายโครงสร้างและสาเหตุที่แท้จริงของการเกินดุลการค้าไว้ชัดเจน โดยส่วนหนึ่งเกิดจากเงินลงทุนของบริษัทสัญชาติสหรัฐที่มาลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกกลับไปสหรัฐ

“มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดเพื่อเป็นข้อชี้แจงให้สหรัฐเห็นภาพโครงสร้างต้นตอของตัวเลขการเกินดุลการค้าที่แท้จริง”

ปูทาง“ทรัมป์”ขึ้นภาษีสินค้านำเข้า

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน เจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศเริ่มการไต่สวนเมื่อวันที่ 11 มี.ค.2569 ตามเวลาท้องถิ่นว่า ตามข้อกล่าวผลิตสินค้าล้นเกิน โดยการสอบสวนใช้เวลาหลายเดือนเพื่อให้ประธานาธิบดีกำหนดภาษีนำเข้าจากประเทศที่ถูกพิจารณาว่าทำการค้าไม่เป็นธรรมได้โดยลำพัง

“ในมุมมองของเราคู่ค้าหลักเหล่านี้ได้พัฒนาขีดความสามารถในการผลิตที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับแรงจูงใจกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและทั่วโลก” กรีเออร์กล่าว

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการเปิดฉากความพยายามของรัฐบาลอย่างเป็นทางการในการนำกำแพงภาษีกลับมาใช้อีกครั้ง หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเดือน ก.พ.2569 สกัดภาษีที่ทรัมป์เก็บจากทั่วโลก โดยภาษีเป็นกลไกสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจทรัมป์และได้ใช้ความสามารถในการบังคับใช้ภาษีเพียงฝ่ายเดียว เป็นอำนาจต่อรอง

การค้าโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

แม้ทรัมป์ และทีมงานอ้างว่าต้องการความต่อเนื่องในนโยบายการค้า แต่การเร่งรีบแก้เกมความพ่ายแพ้ในศาลของรัฐบาลทำให้การค้าโลกตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง การเปิดสอบสวนทางการค้าครั้งใหม่ยังเสี่ยงจุดชนวนความตึงเครียดกับรัฐบาลปักกิ่งก่อนการประชุมสุดยอดที่วางแผนไว้ระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

การเล่นงานเม็กซิโกอาจทำให้การเจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐ เม็กซิโก แคนาดา รอบใหม่ที่ยากอยู่แล้วยากขึ้นไปอีก ข้อตกลงฉบับนี้ทรัมป์เป็นผู้ลงนามตอนเป็นประธานาธิบดีวาระแรกส่วนแคนาดาไม่โดนในรอบนี้

ตามเอกสารรัฐบาลกลาง สำนักงานยูเอสทีอาร์กล่าวหาคู่ค้าแต่ละรายผลิตสินค้าล้นเกิน จีนยังคงได้เปรียบดุลการค้าในหลายภาคส่วน ส่วนอียูโดยเฉพาะเยอรมนีและไอร์แลนด์ ได้เปรียบในภาคเคมีภัณฑ์ เครื่องกล และยานยนต์ ไต้หวันในด้านชิปเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

“มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการได้เปรียบดุลการค้าของจีนมาจากขีดความสามารถในการผลิตล้นเกินมากขึ้นทุกขณะและการผลิตในหลายภาคส่วน”

ภาคอุตสาหกรรมที่ “ประสบปัญหาจากกำลังการผลิตและปริมาณการผลิตที่มากเกิน.ไป” ได้แก่ อะลูมิเนียม รถยนต์ แบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร กระดาษ พลาสติก หุ่นยนต์ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เรือ แผงโซลาร์เซลล์ และเหล็กกล้า

“ในหลายภาคส่วนเหล่านี้ สหรัฐสูญเสียกำลังการผลิตภายในประเทศไปอย่างมาก หรือล้าหลังคู่แข่งจากต่างประเทศอย่างน่าเป็นห่วง” ยูเอสทีอาร์ระบุ ทั้งยังอ้างถึงบริษัทต่างชาติที่รุกขยายกิจการไปต่างประเทศ เช่น บีวายดี ผู้ผลิตรถยนต์จีนด้วย

USTR เปิดเวทีรับฟังข้อมูลคู่ค้า

กรีเออร์ส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไม่มีเจตนาเบามือ โดย USTR วางแผนรับฟังข้อมูลสาธารณะราววันที่ 5 พ.ค.2569 หลังจากเปิดให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสอบสวนแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอมาตรการแก้ไข รวมถึงการกำหนดอัตราภาษีได้

ด้านรัฐบาลทรัมป์ มีแผนเปิดสอบสวนแยกกันกับยูเอสทีอาร์ เกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าผลิตจากแรงงานบังคับครอบคลุมอย่างน้อย 60 ประเทศ การสอบสวนทำได้เร็วสุดในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.)

กรีเออร์คาดว่าจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมตามมาอีก โดยไม่ได้ระบุว่าอุตสาหกรรมหรือประเทศใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ แต่บอกเป็นนัยว่าอาจเป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับภาษีบริการดิจิทัล การกำหนดราคายา และข้อกังวลอื่นๆ

"นโยบายยังเหมือนเดิม เครื่องมืออาจเปลี่ยนไปบ้าง ขึ้นอยู่กับความผันผวนของศาล และปัจจัยอื่นๆ แต่นโยบายโดยรวมยังคงเหมือนเดิม” กรีเออร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว

ทั้งนี้ หลังจากผู้พิพากษาตัดสินว่าภาษีของทรัมป์ขัดต่อกฎหมาย ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นประกาศภาษี 10% ทันทีเป็นเวลา 150 วัน พร้อมส่งสัญญาณเล็งเก็บภาษีอีก เช่น มาตรา 301 และมาตรา 232 ต่อมาเขากล่าวว่าจะขึ้นภาษีพื้นฐานเป็น 15% ชั่วคราว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ขึ้นจริง

สหรัฐกำหนดเส้นตายเร่งไต่สวนให้จบ

กรีเออร์พยายามสรุปการสอบสวนนี้ให้ได้ก่อนภาษีตามมาตรา 122 หมดอายุ ซึ่งจะเปิดช่องให้ใช้ภาษีใหม่มาแทนได้

ทรัมป์นั้นโอดครวญว่ากฎหมายเหล่านี้ไม่ยืดหยุ่นเหมือนกับกฎหมายฉุกเฉินที่เขาเคยใช้ ทั้งที่หลายคนมองว่า มาตรา 301 และมาตรา 232 ถูกต้องมากกว่า ซึ่งทรัมป์เองก็ใช้เก็บภาษีรถยนต์ เหล็ก และสินค้านำเข้าบางชนิดจากจีนและบราซิลไปแล้ว

ในแถลงการณ์วันที่ 20 ก.พ. กรีเออร์กล่าวว่า รัฐบาลคาดหวังว่าการสอบสวนครั้งใหม่จะครอบคลุมคู่ค้าสำคัญส่วนใหญ่ ส่วนประเด็นอื่นที่สหรัฐอาจตรวจสอบ เช่นการเลือกปฏิบัติกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐภาษีและกฎระเบียบด้านดิจิทัล และแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและข้าว ล่าสุดในวันพุธ กรีเออร์กล่าวถึงแถลงการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง และว่าจะมีการสอบสวนเพิ่มเติม

“ผมคิดว่าจะมีการสอบสวนจำนวนหนึ่ง ไม่อยากบอกว่าจำนวนเท่าใดกันแน่ เพราะต้องตัดสินใจกันว่าจะสอบสวนเมื่อใด แต่นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องแก้ไข” กรีเออร์กล่าว

เดือนก่อนกรีเออร์กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสอบบราซิลและจีนตามมาตรา 301 ต่อไป รวมทั้ง “คง” ระดับภาษีปัจจุบันตามมาตรา 232 และ “สรุปการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่”

คาดว่าหลังจากการประกาศสอบสวนในวันพุธแล้วรัฐบาลสหรัฐจะเปิดสอบทำนองนี้อีก เพื่อพยายามนำภาษีกลับมาใช้อีกครั้ง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารจะนำมาตรการภาษีใหม่มาใช้ในลักษณะใดเพื่อปรับโครงสร้างระบบภาษีเดิม

ทรัมป์โอ้อวดเสมอเกี่ยวกับเงินที่ได้จากมาตรการภาษีนำเข้า และการสูญเสียรายได้ส่วนนี้เป็นเรื่องที่ทำเนียบขาวกังวลเป็นอย่างมาก รัฐบาลพยายามที่จะชะลอขั้นตอนการคืนเงินภาษีให้ผู้นำเข้า แต่ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางเพิ่งปฏิเสธคำร้องของรัฐบาลที่ต้องการระงับการดำเนินการดังกล่าวเป็นเวลานานถึง 4 เดือน


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.