
นายนาวา จันทนสุรคน นายกกิติมศักดิ์สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย ตัวแทนกลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวง ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาพึ่งพาการนำเข้าเหล็กสูง โดยไทยมีความต้องการใช้เหล็กประมาณ 16.5 - 18 ล้านตันต่อปี แต่ส่วนใหญ่เป็นเหล็กนำเข้า
โดยเป็นการใช้สินค้าเหล็กที่ ผลิตภายในประเทศ เพียง 6.5 - 7 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) ของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศไทย ถดถอยลงเรื่อยมา จนเหลือเพียง 27.9% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 75%
ทั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมฯ ได้เสนอแนวทางสำคัญในการแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กต่อกระทรวงอุตสาหกรรม 3 มาตรการหลัก รวม 8 มาตรการย่อย ประกอบด้วย
มาตรการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็ก ได้แก่
ซึ่ง รมว.อุตสาหกรรม ชี้แจงว่า ได้ลงนามในร่างประกาศมาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนแล้ว เพื่อบรรเทาปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ
นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า กระทรวงอุตฯตระหนักถึงข้อกังวลด้านคุณภาพของการผลิตเหล็กด้วยระบบ IF และมีนโยบายชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของโรงงานเหล็ก ระบบ IF ไปสู่ระบบเตาหลอมอาร์กไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EAF) โดยจะพิจารณากำหนดแนวทางและระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม พร้อมทั้งจำกัด การใช้เหล็กจากระบบ IF ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน (Application) ของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม
มาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าและเหล็กในประเทศ ได้แก่
มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กเพื่อมุ่งสู่การยกระดับด้านสิ่งแวดล้อมและ Green Steel ได้แก่
ในประเด็นดังกล่าว รมว.อุตสาหกรรม ได้ระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับกรอบเป้าหมายการดำเนินงานด้าน Net Zero ของประเทศไทย จากเดิมปี ค.ศ. 2065 ให้เร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 พร้อมขอให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเร่งพิจารณาแนวทางการปรับตัว การลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์แล้วเห็นชอบในหลักการตรงกันว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยเฉพาะการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Steel) ซึ่งเศษเหล็กถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของกระบวนการผลิตเหล็กยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวนโยบาย Green Industry และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในระยะยาว