Black Ribbon

วิกฤตเหล็กไทยหนัก ใช้กำลังผลิตเหลือ 27.9% เร่งอัดมาตรการฟื้นอุตฯ

28 พฤษภาคม 2569
วิกฤตเหล็กไทยหนัก ใช้กำลังผลิตเหลือ 27.9% เร่งอัดมาตรการฟื้นอุตฯ
  • อุตสาหกรรมเหล็กไทยเผชิญวิกฤตหนัก มีการใช้กำลังการผลิตเหลือเพียง 27.9% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมาก เนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าเหล็กปริมาณสูง
  • กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการเหล็กได้ยื่นข้อเสนอ 3 มาตรการหลักเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรม ได้แก่ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้เหล็กในประเทศ และการมุ่งสู่อุตสาหกรรมเหล็กสีเขียว (Green Steel)
  • กระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มดำเนินการตามข้อเสนอ โดยลงนามในประกาศห้ามตั้งและขยายกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน และสนับสนุนมาตรการสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ในประเทศเพื่อผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ

นายนาวา จันทนสุรคน นายกกิติมศักดิ์สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย ตัวแทนกลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวง ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาพึ่งพาการนำเข้าเหล็กสูง โดยไทยมีความต้องการใช้เหล็กประมาณ 16.5 - 18 ล้านตันต่อปี แต่ส่วนใหญ่เป็นเหล็กนำเข้า 

โดยเป็นการใช้สินค้าเหล็กที่ ผลิตภายในประเทศ เพียง 6.5 - 7 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) ของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศไทย ถดถอยลงเรื่อยมา จนเหลือเพียง 27.9% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 75%

ทั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมฯ ได้เสนอแนวทางสำคัญในการแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กต่อกระทรวงอุตสาหกรรม 3 มาตรการหลัก รวม 8 มาตรการย่อย ประกอบด้วย

มาตรการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็ก ได้แก่ 

  • มาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าที่มีปัญหา Overcapacity เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กกล้าไร้สนิม โดยอนุญาตเฉพาะการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพโดยไม่เพิ่มกำลังการผลิต 
    • การควบคุมโรงงานเหล็กเส้นที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเตาหลอมเหนี่ยวนำ หรือ Induction Furnace (IF) ต้องผ่านการพิสูจน์เทคโนโลยีและกระบวนการควบคุมคุณภาพ และความบริสุทธิ์ของเหล็กต่อคณะกรรมการวิชาการของ สมอ. เพื่อป้องกันปัญหาเหล็กไม่ได้มาตรฐานกลับเข้าสู่ตลาด

    ซึ่ง รมว.อุตสาหกรรม ชี้แจงว่า ได้ลงนามในร่างประกาศมาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนแล้ว เพื่อบรรเทาปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ 

  • นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า กระทรวงอุตฯตระหนักถึงข้อกังวลด้านคุณภาพของการผลิตเหล็กด้วยระบบ IF และมีนโยบายชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของโรงงานเหล็ก ระบบ IF ไปสู่ระบบเตาหลอมอาร์กไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EAF) โดยจะพิจารณากำหนดแนวทางและระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม พร้อมทั้งจำกัด การใช้เหล็กจากระบบ IF ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน (Application) ของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม

    มาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าและเหล็กในประเทศ ได้แก่ 

    • การควบคุมสินค้าโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรฐานและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย 
    • การใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน PPP และโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใช้สินค้าและเหล็กที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้นโยบาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและการจ้างงาน 
    • การสนับสนุน มาตรการทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard: SG) และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงทางการค้า (Anti-Circumvention: AC) เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม

    มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กเพื่อมุ่งสู่การยกระดับด้านสิ่งแวดล้อมและ Green Steel ได้แก่ 

    • ฉลากสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 - 5 Plus เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ 
    • การสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ในประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กคาร์บอนต่ำ 
    • การสนับสนุนอุตสาหกรรมจัดการและรีไซเคิลซากยานยนต์ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเพิ่มวัตถุดิบรีไซเคิลภายในประเทศ

    ในประเด็นดังกล่าว รมว.อุตสาหกรรม ได้ระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับกรอบเป้าหมายการดำเนินงานด้าน Net Zero ของประเทศไทย จากเดิมปี ค.ศ. 2065 ให้เร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 พร้อมขอให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเร่งพิจารณาแนวทางการปรับตัว การลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

    นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์แล้วเห็นชอบในหลักการตรงกันว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยเฉพาะการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Steel) ซึ่งเศษเหล็กถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของกระบวนการผลิตเหล็กยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวนโยบาย Green Industry และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในระยะยาว


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.