Black Ribbon

Net Zero คืออะไร เจาะผลกระทบธุรกิจจากต้นทุนคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น

02 มิถุนายน 2569
Net Zero คืออะไร เจาะผลกระทบธุรกิจจากต้นทุนคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น
  • Net Zero คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่ธุรกิจอย่างจริงจัง และกำจัดส่วนที่เหลือ ซึ่งมีความเข้มงวดกว่า Carbon Neutral ที่เน้นการซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย
  • ธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญกับต้นทุนคาร์บอนที่สูงขึ้นจากมาตรการและกฎระเบียบใหม่ๆ เช่น ภาษีคาร์บอน และมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป
  • ผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่ต้นทุน แต่ยังรวมถึงแรงกดดันจากนักลงทุนและคู่ค้าที่ต้องการให้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงตลาดและแหล่งเงินทุน

Net Zero หรือ "การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์" กำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการทำธุรกิจทั่วโลก จากเดิมที่ถูกมองเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือ ESG สู่การเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ความสามารถในการส่งออก การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และโอกาสทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ

สำหรับผู้ประกอบการไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการรับมือกับกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก ความต้องการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมจากลูกค้าต่างประเทศ และความคาดหวังของนักลงทุนและสถาบันการเงินที่เริ่มใช้ข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกไทยและผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติกำลังเผชิญแรงกดดันใหม่จากมาตรการด้านคาร์บอนของประเทศคู่ค้า รวมถึงการขอข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนลดคาร์บอนที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการรักษาฐานลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

อีกด้านหนึ่ง ไทยได้ประกาศเป้าหมายใน เอกสาร NDC 3.0 ของไทยที่ยื่นต่อ UNFCCC มุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ยิ่งทำให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับกติกาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก

แต่ Net Zero คืออะไร แตกต่างจาก Carbon Neutral อย่างไร และเหตุใดเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้ประกอบการไทยอีกต่อไป

กฎคาร์บอนโลกกำลังสร้างต้นทุนใหม่ให้ธุรกิจ

ข้อมูลจากรายงาน Direct Carbon Pricing Covers Nearly One Third of Global Emissions ของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า มาตรการกำหนดราคาคาร์บอนทั่วโลกครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 29% ของโลก และมีราคาเฉลี่ยประมาณ 21 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยหลายประเทศยังเดินหน้าขยายมาตรการอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ภาษีคาร์บอน และมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน

หนึ่งในมาตรการที่ภาคธุรกิจไทยต้องจับตาคือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยครอบคลุมสินค้าในกลุ่มเหล็ก เหล็กกล้า ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า

หมายความว่า ผู้ส่งออกไทยที่ต้องการเข้าถึงตลาดยุโรปจะต้องสามารถแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว ต้นทุนคาร์บอนอาจกลายเป็นอุปสรรคใหม่ในการแข่งขัน

แรงกดดันไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่ยังส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับจ้างผลิต และผู้ประกอบการ SME ไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ เนื่องจากลูกค้าต่างประเทศเริ่มขอข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนลดคาร์บอนจากซัพพลายเออร์มากขึ้น

SME ไทยอาจถูกกระทบก่อนกฎหมายไทยบังคับใช้

แม้กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่รายงานชี้ว่า ธุรกิจจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบจาก Net Zero ผ่านห่วงโซ่อุปทานเร็วกว่าการบังคับใช้กฎหมายในประเทศ ภายใต้กรอบ GHG Protocol บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 Scope 2 และ Scope 3 มากขึ้น ส่งผลให้ซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทานถูกขอข้อมูลด้านคาร์บอนตามไปด้วย

รายงานของ CDP องค์กรไม่แสวงกำไรระดับโลกด้านการเปิดเผยข้อมูลสิ่งแวดล้อม ระบุว่า มีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 270 แห่งทั่วโลก ขอให้ซัพพลายเออร์ประมาณ 45,000 ราย เปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศผ่านโครงการ Supply Chain Program แนวโน้มดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และวัสดุก่อสร้าง ที่ต้องเตรียมข้อมูลคาร์บอนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก

นักลงทุนและธนาคารเริ่มดูข้อมูลคาร์บอนควบคู่ผลประกอบการ

อ้างอิงข้อมูลจาก IFRS Foundation ระบุว่า มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน IFRS S1 และ IFRS S2 มีผลใช้ตั้งแต่รอบปีบัญชีที่เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2567 ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่ บริษัทจดทะเบียน ผู้ส่งออก และซัพพลายเออร์ของบรรษัทข้ามชาติ ถูกคาดหวังให้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 Scope 2 และ Scope 3 รวมถึงแผนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างชัดเจน

ขณะที่รายงานยังอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งผลักดัน Sustainable Finance Initiatives for Thailand และ Thailand Taxonomy เพื่อให้สถาบันการเงินนำประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาประกอบการพิจารณาทางการเงินมากขึ้น

ดังนั้น ในอนาคตธุรกิจอาจไม่ได้ถูกประเมินจากผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แผนการเปลี่ยนผ่าน และความพร้อมในการปรับตัวต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำด้วย

Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กระทบการดำเนินธุรกิจโดยตรง

รายงานระบุว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลต่อธุรกิจผ่านหลายช่องทาง ทั้งต้นทุนพลังงาน ต้นทุนคาร์บอน การเข้าถึงตลาด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความเสี่ยงจากสินทรัพย์หรือกิจกรรมทางธุรกิจที่อาจไม่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

รายงานยังชี้ว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล และความต้องการของคู่ค้า นักลงทุน และผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ การวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านจึงกลายเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจในระยะยาว


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.