
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 ได้เข้าสู่เดือนที่ 4 กระทบรุนแรงต่อพื้นที่ยุทธศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน รวมถึงปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบ 40% และก๊าซธรรมชาติ 20% ของโลก ก่อให้เกิดภาวะหยุดชะงักของการเดินเรือและเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางพลังงานไทย
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า แม้มีข่าวข้อตกลงและการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอนสูง และต้องคำนึงผลกระทบจากความเสียหายโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน และพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งแม้จะยุติการโจมตีแต่ยังส่งผลต่อราคาน้ำมันต่อเนื่องเป็นปี
นายดนุชา ระบุว่า ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 46.8% โดยเฉพาะน้ำมันดิบมีสัดส่วน 59.0% และก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วน 24% สถานการณ์นี้กดดันให้ราคาน้ำมันในประเทศสูงขึ้นตามกลไกตลาด
ขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะขาดดุล ณ วันที่ 17 พ.ค.2569 ติดลบ 63,746 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาดีเซลวันที่ 3 มิ.ย.2569 ยังอยู่ระดับสูงที่ลิตรละ 40.70 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 42.53 บาท และแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 42.90 บาท
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันสูงขึ้นมากเมื่อเทียบก่อนมีสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้อัตราเงินเฟ้อเดือนเม.ย.2569 เร่งตัวขึ้นที่ 2.8% สูงสุดรอบกว่า 1 ปี ซึ่งไทยรับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเพราะมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงถึง 14%
นอกจากนี้ผลกระทบส่งผ่านยังสาขาการผลิตที่มีต้นทุนน้ำมันสัดส่วนสูง ได้แก่ ประมง การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน อุตสาหกรรมเคมี การไฟฟ้าและการประปา และการผลิตโลหะขั้นมูลฐาน
เช่นเดียวกับภาคการผลิตที่มีต้นทุนค่าขนส่งสัดส่วนสูง ประกอบด้วย การผลิตปุ๋ยเคมี การก่อสร้าง การค้าส่ง และการผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีต และซีเมนต์ โดยภาคการผลิตเผชิญต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และมีแนวโน้มส่งผ่านต้นทุนยังผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาสินค้า และบริการ
นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อวัตถุดิบอื่นที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางสัดส่วนสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วย
แนฟทา นำเข้าจากตะวันออกกลางสัดส่วน 90.20% ของการนำเข้าทั้งหมดถือเป็นวัตถุดิบที่นำเข้าจากตะวันออกกลางสูงมาก รองลงมาเป็นก๊าซฮีเลียม นำเข้าสัดส่วน 56.80% ขณะที่โพรเพนนำเข้าสัดส่วน 43.30% เอทิล นำเข้าสัดส่วน 22.20% และโพรพิลีน นำเข้าสัดส่วน 1.20%
สำหรับการขาดแคลนวัตถุดิบ และราคาพลังงานสูงขึ้นส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ และตลาดเงินตลาดทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย
1.ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งกลุ่มที่มีแนวโน้มรับผลกระทบโดยตรงรุนแรงสุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งวัตถุดิบปิโตรเลียม และปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจลักษณะเป็นการส่งผ่าน (Transmission Effect) จากอุตสาหกรรมต้นน้ำสู่กลางน้ำ และปลายน้ำ ดังนี้
กลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำ ในกลุ่มใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และพลังงานโดยตรงเป็นฐานห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมดจึงเสี่ยงสูงสุดต่อความไม่แน่นอนจากอุปทานพลังงาน และปิโตรเคมี
อุตสาหกรรมต้นน้ำที่เสี่ยงสูง ได้แก่ การแยกก๊าซธรรมชาติ และการผลิตไฟฟ้า เพราะไทยพึ่งพาน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาตินำเข้าจากตะวันออกกลาง และอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ การประมงทะเล และชายฝั่ง และการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ เพราะไทยพึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินเรือ และการขุดเจาะ
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมกลางน้ำ ใช้วัตถุดิบจากต้นน้ำมาผลิตเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปหรือวัสดุอุตสาหกรรม จึงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน และวัตถุดิบ แม้บางส่วนปรับตัวผ่านการนำเข้าวัตถุดิบจากภูมิภาคอื่นได้
อุตสาหกรรมกลางน้ำที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม การใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก การผลิตยางสังเคราะห์ และปิโตรเคมี เพราะพึ่งวัตถุดิบปิโตรเคมีสำคัญนำเข้าจากตะวันออกกลาง และอุตสาหกรรมกลางน้ำที่เสี่ยงปานกลาง เช่น การผลิตสีทา น้ำมันชักเงา และแลคเกอร์ เพราะขาดแคลนวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ และปิโตรเคมี
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมปลายน้ำ ที่อยู่กลุ่มผลิตสินค้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออก ซึ่งกระทบความสามารถการแข่งขันสินค้าส่งออก ได้แก่ การผลิตยานยนต์ และการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าในสำนักงาน และครัวเรือน เนื่องจากได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนชิ้นส่วน บรรจุภัณฑ์พลาสติก รวมถึงต้นทุนการขนส่ง
กลุ่มบริการสนับสนุนการจำหน่าย และการส่งออกที่กระทบความสามารถการแข่งขันสินค้าส่งออก ประกอบด้วย กิจกรรมที่เสี่ยงสูง การขนส่งชายฝั่ง และการขนส่งทางน้ำเพราะผลกระทบราคาพลังงาน
ส่วนกิจกรรมที่เสี่ยงปานกลาง ได้แก่ การขนส่งทางบก (เฉพาะผู้โดยสาร) การขนส่งทางอากาศ การขนส่งทางทะเล การขนส่งสินค้าทางบก และบริการที่เกี่ยวเนื่องการขนส่ง เพราะรับผลกระทบราคาพลังงาน
กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำ บริการทางธุรกิจ การค้าส่ง บริการการศึกษา และการก่อสร้างบริการสาธารณะ ที่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากระดับราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจ
2.ภาคการเกษตร สำหรับภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยเคมี รวมถึงระดับราคาปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืชที่เพิ่มสูงขึ้น โดยไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลางสัดส่วนถึง 71.4% ของการนำเข้าปุ๋ยยูเรียทั้งหมด และไทยพึ่งการนำเข้าปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืชถึง 40.84% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด
ขณะที่ข้อมูลสต๊อกปุ๋ยยูเรียคงคลัง ณ กลางเดือน มี.ค.2569 มี 6.5 ล้านกระสอบ (0.32 ล้านตัน) โดยนำเข้าเพิ่มในเดือน เม.ย.2569 อีก 2 ล้านกระสอบ (0.10 ล้านตัน) จึงมีสต๊อกคงเหลือ 8.5 ล้านกระสอบ 0.42 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอถึงสิ้นเดือน ส.ค.เท่านั้น ปัจจัยนี้กระทบอุปทาน และทำให้ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรสูงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การพึ่งพิงปุ๋ยยูเรียปี 2564 พบการผลิตที่ใช้ปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืชจากการนำเข้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การทำสวนผลไม้ (สัดส่วน 25.17% ของการนำเข้าทั้งหมด) การทำนาข้าว (สัดส่วน 24.42%) การทำไร่ผัก (สัดส่วน 17.32%) การทำสวนยางพารา (สัดส่วน 8.63%) การผลิต และยาปราบศัตรูพืช (สัดส่วน 8.63%) ซึ่งต้องเฝ้าระวังการขาดแคลนปุ๋ย และการหาแหล่งผลิตปุ๋ยทดแทน
3.ผลกระทบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ จากข้อมูลปี 2568 พบการส่งออกไปตะวันออกกลางรวม 339,635 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.7% ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกสำคัญเดือนมี.ค.2569 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (สัดส่วน 35.4%) อัญมณี และเครื่องประดับ (สัดส่วน 10.7%) และเครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ (สัดส่วน 7.8%)
ส่วนการนำเข้าจากตะวันออกกลางมูลค่า 344,943 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 8.1% ของการนำเข้าของไทยทั้งหมด โดยสินค้านำเข้าสำคัญเดือนมี.ค.2569 เช่น เครื่องเพชร พลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ (สัดส่วน 45.0%) น้ำมันดิบ (สัดส่วน 42.8%) และก๊าซธรรมชาติ (สัดส่วน 5.2%)
ดังนั้นหากการสู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อจะทำให้การส่งออกรับผลกระทบจากกำลังซื้อลดลง โดยการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือนมี.ค.2569 หดตัวครั้งแรกรอบ 4 เดือน โดยลดลงถึง 57.1% เมื่อเทียบการขยายตัว 19.4% ในเดือนก่อนหน้า
สินค้าสำคัญที่มูลค่าส่งออกลดลง ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (ลดลง 53.5%) อัญมณี และเครื่องประดับ (ลดลง 67.5%) เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ (ลดลง 41.4%) ผลิตภัณฑ์ยาง (ลดลง 55.1%) อาหารทะเลกระป๋อง และแปรรูป (ลดลง 47.5%) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ (ลดลง 15.9%)
4.ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวปี 2568 นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีสัดส่วน 3.7% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง แต่เดือนมี.ค. - เม.ย.2569 จำนวนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคนี้ลดเหลือ 32,815 คน และ 45,990 คน ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.03% และ 0.05% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งลดลงถึง 37.3% และ 47.0% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านรายได้จากการท่องเที่ยว รายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 0.176 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.87% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และลดลง 6.4%
5.ผลกระทบตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และนักลงทุนเปลี่ยนไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Risk-off) โดยเฉพาะสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ และทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และค่าเงินภูมิภาครวมทั้งค่าเงินบาทเคลื่อนไหวทิศทางอ่อนค่าลง
ขณะที่ช่วงแรกดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ลดลงเพราะเป็นสินทรัพย์เสี่ยง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yields) สูงขึ้นจากความเสี่ยงเงินเฟ้อ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสกุลเงินปลอดภัย
ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มทำให้ช่องว่างการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยลดลง ขณะเดียวกันแรงกดดันเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นทำให้ธนาคารกลางสำคัญๆ มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นหรือคงดอกเบี้ยระดับสูงนานกว่าเดิม (Higher for Longer)
แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนระยะต่อไปมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อตลาดที่อ่อนไหวต่อนักลงทุนสูง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อาจเผชิญทั้งปัญหาค่าเงินอ่อนค่า เงินทุนไหลออก และต้นทุนกู้ยืมเพิ่มขึ้น
นายดนุชา กล่าวว่า แม้รัฐบาลพยายามดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบผ่านการอุดหนุนราคาพลังงาน และภาษี แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อจะทำให้ไทยเผชิญกับจำกัดการดำเนินนโยบายมากขึ้น เพราะไทยเริ่มมี “ช่องว่างทางการคลัง” (Policy space) ระดับต่ำที่อาจเป็นอุปสรรคการรับมือวิกฤติระยะยาว