Black Ribbon

5 มรสุม ‘สงครามอิหร่าน’ ลากยาว สภาพัฒน์ชี้กระทบ อุตฯ-เกษตร-ท่องเที่ยว-ตลาดทุน

05 มิถุนายน 2569
5 มรสุม ‘สงครามอิหร่าน’ ลากยาว สภาพัฒน์ชี้กระทบ อุตฯ-เกษตร-ท่องเที่ยว-ตลาดทุน
  • สภาพัฒน์ชี้สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจไทยหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางพลังงานราคาน้ำมันในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น กระทบต้นทุนภาคอุตสาหกรรม และการขนส่ง
  • ภาคเกษตรเผชิญความเสี่ยงขาดแคลน และราคาปุ๋ยเคมีสูงขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่นำเข้าส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง ซึ่งจะกระทบต้นทุนการผลิตพืชผลสำคัญของประเทศ
  • กระทบการส่งออกไปตะวันออกกลางจากกำลังซื้อที่ลดลง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวสูญเสียรายได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มใช้จ่ายสูงที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ตลาดเงินตลาดทุนมีความผันผวนสูงขึ้น ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า และต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังในอนาคต

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 ได้เข้าสู่เดือนที่ 4 กระทบรุนแรงต่อพื้นที่ยุทธศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน รวมถึงปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบ 40% และก๊าซธรรมชาติ 20% ของโลก ก่อให้เกิดภาวะหยุดชะงักของการเดินเรือและเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางพลังงานไทย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า แม้มีข่าวข้อตกลงและการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอนสูง และต้องคำนึงผลกระทบจากความเสียหายโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน และพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งแม้จะยุติการโจมตีแต่ยังส่งผลต่อราคาน้ำมันต่อเนื่องเป็นปี

นายดนุชา ระบุว่า ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 46.8% โดยเฉพาะน้ำมันดิบมีสัดส่วน 59.0% และก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วน 24% สถานการณ์นี้กดดันให้ราคาน้ำมันในประเทศสูงขึ้นตามกลไกตลาด 

ขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะขาดดุล ณ วันที่ 17 พ.ค.2569 ติดลบ 63,746 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาดีเซลวันที่ 3 มิ.ย.2569 ยังอยู่ระดับสูงที่ลิตรละ 40.70 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 42.53 บาท และแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 42.90 บาท

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันสูงขึ้นมากเมื่อเทียบก่อนมีสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้อัตราเงินเฟ้อเดือนเม.ย.2569 เร่งตัวขึ้นที่ 2.8% สูงสุดรอบกว่า 1 ปี ซึ่งไทยรับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเพราะมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงถึง 14%

นอกจากนี้ผลกระทบส่งผ่านยังสาขาการผลิตที่มีต้นทุนน้ำมันสัดส่วนสูง ได้แก่ ประมง การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน อุตสาหกรรมเคมี การไฟฟ้าและการประปา และการผลิตโลหะขั้นมูลฐาน 

เช่นเดียวกับภาคการผลิตที่มีต้นทุนค่าขนส่งสัดส่วนสูง ประกอบด้วย การผลิตปุ๋ยเคมี การก่อสร้าง การค้าส่ง และการผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีต และซีเมนต์ โดยภาคการผลิตเผชิญต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และมีแนวโน้มส่งผ่านต้นทุนยังผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาสินค้า และบริการ

นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อวัตถุดิบอื่นที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางสัดส่วนสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วย 

แนฟทา นำเข้าจากตะวันออกกลางสัดส่วน 90.20% ของการนำเข้าทั้งหมดถือเป็นวัตถุดิบที่นำเข้าจากตะวันออกกลางสูงมาก รองลงมาเป็นก๊าซฮีเลียม นำเข้าสัดส่วน 56.80% ขณะที่โพรเพนนำเข้าสัดส่วน 43.30% เอทิล นำเข้าสัดส่วน 22.20% และโพรพิลีน นำเข้าสัดส่วน 1.20% 

  • ภาคการผลิตกระทบรุนแรงสุด

สำหรับการขาดแคลนวัตถุดิบ และราคาพลังงานสูงขึ้นส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ และตลาดเงินตลาดทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย

1.ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งกลุ่มที่มีแนวโน้มรับผลกระทบโดยตรงรุนแรงสุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งวัตถุดิบปิโตรเลียม และปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจลักษณะเป็นการส่งผ่าน (Transmission Effect) จากอุตสาหกรรมต้นน้ำสู่กลางน้ำ และปลายน้ำ ดังนี้

กลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำ ในกลุ่มใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และพลังงานโดยตรงเป็นฐานห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมดจึงเสี่ยงสูงสุดต่อความไม่แน่นอนจากอุปทานพลังงาน และปิโตรเคมี 

อุตสาหกรรมต้นน้ำที่เสี่ยงสูง ได้แก่ การแยกก๊าซธรรมชาติ และการผลิตไฟฟ้า เพราะไทยพึ่งพาน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาตินำเข้าจากตะวันออกกลาง และอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่  การประมงทะเล และชายฝั่ง และการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ เพราะไทยพึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินเรือ และการขุดเจาะ

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมกลางน้ำ ใช้วัตถุดิบจากต้นน้ำมาผลิตเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปหรือวัสดุอุตสาหกรรม จึงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน และวัตถุดิบ แม้บางส่วนปรับตัวผ่านการนำเข้าวัตถุดิบจากภูมิภาคอื่นได้

อุตสาหกรรมกลางน้ำที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม การใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก การผลิตยางสังเคราะห์ และปิโตรเคมี เพราะพึ่งวัตถุดิบปิโตรเคมีสำคัญนำเข้าจากตะวันออกกลาง และอุตสาหกรรมกลางน้ำที่เสี่ยงปานกลาง เช่น การผลิตสีทา น้ำมันชักเงา และแลคเกอร์ เพราะขาดแคลนวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ และปิโตรเคมี

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมปลายน้ำ ที่อยู่กลุ่มผลิตสินค้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออก ซึ่งกระทบความสามารถการแข่งขันสินค้าส่งออก ได้แก่ การผลิตยานยนต์ และการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าในสำนักงาน และครัวเรือน เนื่องจากได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนชิ้นส่วน บรรจุภัณฑ์พลาสติก รวมถึงต้นทุนการขนส่ง

  • ภาคการขนส่งต้นทุนพุ่งแข่งขันได้ลดลง

กลุ่มบริการสนับสนุนการจำหน่าย และการส่งออกที่กระทบความสามารถการแข่งขันสินค้าส่งออก ประกอบด้วย กิจกรรมที่เสี่ยงสูง การขนส่งชายฝั่ง และการขนส่งทางน้ำเพราะผลกระทบราคาพลังงาน 

ส่วนกิจกรรมที่เสี่ยงปานกลาง ได้แก่ การขนส่งทางบก (เฉพาะผู้โดยสาร) การขนส่งทางอากาศ การขนส่งทางทะเล การขนส่งสินค้าทางบก และบริการที่เกี่ยวเนื่องการขนส่ง เพราะรับผลกระทบราคาพลังงาน

กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำ บริการทางธุรกิจ การค้าส่ง บริการการศึกษา และการก่อสร้างบริการสาธารณะ ที่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากระดับราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจ

  • สต๊อกปุ๋ยใช้ได้ถึง ส.ค.ดันต้นทุนเกษตร

2.ภาคการเกษตร สำหรับภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยเคมี รวมถึงระดับราคาปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืชที่เพิ่มสูงขึ้น โดยไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลางสัดส่วนถึง 71.4% ของการนำเข้าปุ๋ยยูเรียทั้งหมด และไทยพึ่งการนำเข้าปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืชถึง 40.84% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด

ขณะที่ข้อมูลสต๊อกปุ๋ยยูเรียคงคลัง ณ กลางเดือน มี.ค.2569 มี 6.5 ล้านกระสอบ (0.32 ล้านตัน) โดยนำเข้าเพิ่มในเดือน เม.ย.2569 อีก 2 ล้านกระสอบ (0.10 ล้านตัน) จึงมีสต๊อกคงเหลือ 8.5 ล้านกระสอบ 0.42 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอถึงสิ้นเดือน ส.ค.เท่านั้น ปัจจัยนี้กระทบอุปทาน และทำให้ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรสูงต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การพึ่งพิงปุ๋ยยูเรียปี 2564 พบการผลิตที่ใช้ปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืชจากการนำเข้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การทำสวนผลไม้ (สัดส่วน 25.17% ของการนำเข้าทั้งหมด) การทำนาข้าว (สัดส่วน 24.42%) การทำไร่ผัก (สัดส่วน 17.32%) การทำสวนยางพารา (สัดส่วน 8.63%) การผลิต และยาปราบศัตรูพืช (สัดส่วน 8.63%) ซึ่งต้องเฝ้าระวังการขาดแคลนปุ๋ย และการหาแหล่งผลิตปุ๋ยทดแทน

  • กำลังซื้อตะวันออกกลางทรุดฉุดส่งออกไทย

3.ผลกระทบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ จากข้อมูลปี 2568 พบการส่งออกไปตะวันออกกลางรวม 339,635 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.7% ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกสำคัญเดือนมี.ค.2569 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (สัดส่วน 35.4%) อัญมณี และเครื่องประดับ (สัดส่วน 10.7%) และเครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ (สัดส่วน 7.8%)

ส่วนการนำเข้าจากตะวันออกกลางมูลค่า 344,943 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 8.1% ของการนำเข้าของไทยทั้งหมด โดยสินค้านำเข้าสำคัญเดือนมี.ค.2569 เช่น เครื่องเพชร พลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ (สัดส่วน 45.0%) น้ำมันดิบ (สัดส่วน 42.8%) และก๊าซธรรมชาติ (สัดส่วน 5.2%)

ดังนั้นหากการสู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อจะทำให้การส่งออกรับผลกระทบจากกำลังซื้อลดลง โดยการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือนมี.ค.2569 หดตัวครั้งแรกรอบ 4 เดือน โดยลดลงถึง 57.1% เมื่อเทียบการขยายตัว 19.4% ในเดือนก่อนหน้า 

สินค้าสำคัญที่มูลค่าส่งออกลดลง ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (ลดลง 53.5%) อัญมณี และเครื่องประดับ (ลดลง 67.5%) เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ (ลดลง 41.4%) ผลิตภัณฑ์ยาง (ลดลง 55.1%) อาหารทะเลกระป๋อง และแปรรูป (ลดลง 47.5%) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ (ลดลง 15.9%)

  • รายได้ท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางวูบ

4.ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวปี 2568 นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีสัดส่วน 3.7% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง แต่เดือนมี.ค. - เม.ย.2569 จำนวนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคนี้ลดเหลือ 32,815 คน และ 45,990 คน ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.03% และ 0.05% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งลดลงถึง 37.3% และ 47.0% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านรายได้จากการท่องเที่ยว รายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 0.176 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.87% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และลดลง 6.4%

  • ต้นทุนกู้ยืมภาครัฐสูงขึ้นลดช่องว่างการคลัง

5.ผลกระทบตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และนักลงทุนเปลี่ยนไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Risk-off) โดยเฉพาะสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ และทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และค่าเงินภูมิภาครวมทั้งค่าเงินบาทเคลื่อนไหวทิศทางอ่อนค่าลง 

ขณะที่ช่วงแรกดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ลดลงเพราะเป็นสินทรัพย์เสี่ยง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yields) สูงขึ้นจากความเสี่ยงเงินเฟ้อ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสกุลเงินปลอดภัย

ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มทำให้ช่องว่างการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยลดลง ขณะเดียวกันแรงกดดันเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นทำให้ธนาคารกลางสำคัญๆ มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นหรือคงดอกเบี้ยระดับสูงนานกว่าเดิม (Higher for Longer)

แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนระยะต่อไปมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อตลาดที่อ่อนไหวต่อนักลงทุนสูง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อาจเผชิญทั้งปัญหาค่าเงินอ่อนค่า เงินทุนไหลออก และต้นทุนกู้ยืมเพิ่มขึ้น

นายดนุชา กล่าวว่า แม้รัฐบาลพยายามดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบผ่านการอุดหนุนราคาพลังงาน และภาษี แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อจะทำให้ไทยเผชิญกับจำกัดการดำเนินนโยบายมากขึ้น เพราะไทยเริ่มมี “ช่องว่างทางการคลัง” (Policy space) ระดับต่ำที่อาจเป็นอุปสรรคการรับมือวิกฤติระยะยาว


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.