Black Ribbon

‘พชร’ ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ประเทศกำลังเดินเข้า

05 มิถุนายน 2569
‘พชร’ ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ประเทศกำลังเดินเข้า

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) กล่าวถึงสัญญาณเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 และพื้นฐานโครงสร้างศรษฐกิจไทยในขณะนี้ว่า แม้ตัวเลขโดยพื้นฐานจาก GDP จะออกมาได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ขยายตัว 2.8% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกที่พุ่งสูงถึง 15.5% ซึ่งเป็นการโตเกือบสองเท่าของไตรมาสก่อนหน้า

ฟังดูเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังมีความกังวลที่ต้องพูดตรง ๆ ว่า การมองตัวเลขบนพื้นฐานนี้อาจจะดีในขั้นต้น แต่ก็จะอันตรายในขั้นต่อไป และทำให้เราชะล่าใจในการแก้ไขเรื่องโครงสร้างและปัญหาข้างในที่สะสมอยู่เช่นนี้

แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งของการส่งออกที่โตแรงในไตรมาสนี้เป็นผลจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนที่มาตรการภาษีของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้เต็มที่ กล่าวคือ เราดึงอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน และเมื่อผลของการเร่งล่วงหน้านี้หมดลงในไตรมาส 2 ตัวเลขจะสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น

สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลข GDP คือความผิดปกติระหว่างการส่งออกกับ MPI หรือดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่วัดปริมาณการผลิตจริงจากโรงงานในประเทศ

ข้อมูลจากสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระบุว่า MPI ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 0.83% เทียบปีก่อน อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 61.26% ซึ่งวนอยู่ในช่วง 57-61% มาหลายไตรมาสติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2567 โดยไม่ได้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การส่งออกโต 15.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน ช่องว่างระหว่างตัวเลขทั้งสองยังอยู่ในระดับที่กว้างมาก ที่น่าสังเกตยิ่งกว่าคืออุตสาหกรรมที่ดึง MPI ขึ้นในไตรมาสนี้ล้วนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น

 

แม้แต่เลขาธิการสภาพัฒน์ยังระบุเองเมื่อต้นปีว่า แม้การส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่ MPI และอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นตามที่ควรจะเป็น ในภาวะปกติหากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเพื่อการผลิต MPI ควรพุ่งขึ้นอย่างน้อย 3-5% แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งสะท้อนว่าการส่งออกส่วนหนึ่งอาจเป็นแค่ Pass-through โดยไม่ผ่านกระบวนการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย

แม้หลายคนจะมองว่าถ้าภาคการผลิตอ่อนแอ ท่องเที่ยวและบริการจะมาชดเชยได้ แต่ผมมองว่าความเชื่อนั้นกำลังพิสูจน์ตัวเองว่า มันจะไม่จริงอีกต่อไป

ที่ผ่านมาแม้ ตัวเลขดูเหมือนว่าบริการทดแทนอุตสาหกรรมได้ แต่ภาคบริการที่ว่าส่วนใหญ่คือการท่องเที่ยวซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญที่อุตสาหกรรมไม่มี คือส่งออกไม่ได้ ไม่มีแรงกดดันจากการแข่งขันต่างประเทศให้พัฒนาผลิตภาพ และขยายตัวได้ในวงจำกัด

โดยภาคบริการในไทยปัจจุบันคิดเป็น 62% ของ GDP แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นบริการมูลค่าต่ำที่ต่างจากบริการมูลค่าสูงในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสิ้นเชิง นี่ยังไม่นับรวมการท่องเที่ยวที่กำลังแบกรับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากจนเกินไป ขณะเดียวกันก็ยังเผชิญกับภาวะ Digital Deficit จากค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติที่คนไทยจ่ายทุกเดือนคือภาระถาวรที่สะสมขึ้นเงียบ ๆ ทุกปี

พชรกล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่ GDP แต่คือดุลบัญชีเดินสะพัด โดยทั้งปี 2568 ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 15.9 พันล้านดอลลาร์ แต่เพียงเดือนเมษายน 2569 เดือนเดียว ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปแล้ว 7.6 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงเมษายนติดลบแล้ว 4.4 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และน้ำมันที่เร่งสูงขึ้นผิดปกติ

หลายคนบอกว่านี่คือสถานการณ์ Premature Deindustrialization ที่เกิดขึ้นก่อนประเทศจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง กล่าวคือ โครงสร้าง ณ ขณะนี้คือ ยังไม่ทันจะรวยกับเขา เราก็สูญเสียไปหลายอย่างแล้ว

โครงสร้างแบบนี้คือ Negative Deindustrialization กล่าวคือเป็นโครงสร้างที่ข้อมูลภาคอุตสาหกรรมไทยไม่ได้หดตัวเพราะมีผลิตภาพการผลิตที่สูงขึ้นจนใช้แรงงานน้อยลง แต่หดตัวเพราะสูญเสียความสามารถแข่งขันให้คู่ค้าสำคัญ ประกอบกับการที่ภาคบริการที่เข้ามาทดแทนเป็นบริการมูลค่าต่ำที่ไม่สามารถสร้างวงจรการเติบโตแบบที่พึ่งพาตัวเองได้แถมยังเป็นชนิดที่ฟื้นตัวได้ยากมากเมื่อเทียบกับ Deindustrialization แบบอื่น

จากข้อมูลทั้งภาคการผลิต และภาคบริการ ที่จะไม่เป็นทุนรอนให้เราเหลือไว้ใช้ในสถานการณ์การนำเข้าและส่งออกแบบนี้ผมประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดันสามชุดหลักพร้อมกัน

ชุดแรกคือ การส่งออกที่จะชะลอลงหลังจากผลของการเร่งล่วงหน้า (Front Loading) หมดไป ประกอบกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากจีนที่ปัจจุบันผลิตสินค้ากว่า 30% ของโลกและกำลังส่งออกสินค้าราคาถูกมายังตลาดที่ไทยเคยครองอยู่ ตลอดจนผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐที่เพิ่งประกาศล่าสุดโดยผลของอำนาจมาตรา 301

ชุดที่สองคือ ราคาพลังงานที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งสภาพัฒน์ประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ 6-9 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 135-145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ GDP ไทยอาจหดตัวเหลือเพียง 0.2% พร้อมเงินเฟ้อ 5.8%

ชุดที่สามคือ ตัวเลข PMI ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่มองไปข้างหน้า แม้ PMI ภาคการผลิตเดือนมีนาคม 2569 จะอยู่ที่ 54.1 สูงสุดในรอบสามเดือน แต่ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับผลผลิตในอนาคตดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสี่ปีครึ่ง เพราะความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง

พชรกล่าวต่อไปอีกว่า ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังพยายามปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ อันจะประกอบด้วยอุปสงค์ โครงสร้างพื้นฐาน นักลงทุน และทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งบางครั้งดูเหมือนขาดบ้าง เกินบ้าง เป็นเพราะระบบราชการไม่ได้ออกมาให้ง่ายและคล่องตัวต่อการบริหาร

แม้ตัวเลข GDP ตัวเลขการส่งออกโต แต่ตัวเลข MPI อัตราการใช้กำลังการผลิตไม่ได้โตตาม สถานการณ์ภาคบริการและดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกจากบวกเป็นลบอย่างรวดเร็ว และอุตสาหกรรมที่ดึง MPI ขึ้นล้วนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้นไม่ใช่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

ตัวเลขที่ดีเหล่านี้กำลังซ่อนสัญญาณเตือนที่สำคัญกว่าให้กับโจทย์ของประเทศคำถามสำหรับไตรมาส 2 จึงไม่ใช่แค่ว่า GDP จะอยู่ที่เท่าไหร่ แต่คือเรากำลังสูญเสียเครื่องยนต์ของประเทศไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีอะไรมาทดแทนได้จริง และนี่คงไม่ใช่วิกฤตชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการคำตอบเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน

การปรับปรุงโครงการสร้าง การผลิตอุตสาหกรรม เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน คนพูดถึง Complexities และ Challenges เยอะ แต่ Solution น้อย การตั้งใจสร้าง Solution ประกอบด้วย การแก้ไขอุปสรรคของนักลงทุน การปรับสภาพ Landscape ของอุตสาหกรรม และการสร้างคนมาป้อนอุตสาหกรรม ซึ่งเราไม่เห็นการแก้ปัญหาแบบนี้มานานแล้ว ‘พชร’ กล่าวทิ้งท้าย

 

แหล่งที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.