
ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 เพื่อหารือประเด็นการใช้เหล็กเส้นที่ผลิตจากเตา IF ว่า สมาคมมีความห่วงใยต่อคุณภาพของเหล็กชนิดดังกล่าว และผลกระทบต่อความปลอดภัยของอาคาร โดยได้นำเสนอข้อมูลทางวิชาการต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงมาตรฐานเหล็กของประเทศ
ดร.อมร กล่าวว่า จากการตรวจสอบเหตุอาคาร สตง. ถล่ม พบว่ามีการใช้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF ในโครงสร้างอาคารจริง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าการใช้เหล็กดังกล่าวเป็นสาเหตุของการถล่มโดยตรง
ขณะเดียวกัน เหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้อาคารหลายแห่งพังถล่ม ทางการฟิลิปปินส์ก็อยู่ระหว่างตรวจสอบเช่นกันว่า มีความเกี่ยวข้องกับการใช้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF หรือไม่ โดยยังไม่มีผลสรุปอย่างเป็นทางการ
"สมาคมไม่ได้กล่าวว่าเหล็ก IF เป็นสาเหตุของเหตุถล่ม แต่เห็นว่าประเด็นนี้ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน และควรป้องกันความเสี่ยงในอนาคต"
ดร.อมร กล่าวอธิบายว่า ความแตกต่างสำคัญของเตาหลอมเหล็ก EAF และ IF ไม่ได้อยู่เพียงวิธีการหลอม แต่คือความสามารถในการปรับปรุงคุณภาพของน้ำเหล็ก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณสมบัติของเหล็กที่ผลิตได้
สำหรับเตา EAF (Electric Arc Furnace) ใช้ความร้อนจากอาร์กไฟฟ้า พร้อมสามารถพ่นออกซิเจนเข้าไปในกระบวนการผลิต ทำให้สารเจือปนในน้ำเหล็กเกิดปฏิกิริยาเคมีและรวมตัวเป็นตะกรัน ก่อนถูกกำจัดออกจากระบบ ส่งผลให้สามารถลดสิ่งเจือปนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่เตา IF (Induction Furnace) ใช้หลักการเหนี่ยวนำไฟฟ้าในการให้ความร้อน คล้ายกาต้มน้ำไฟฟ้า สามารถหลอมเหล็กได้ แต่ไม่สามารถสร้างปฏิกิริยาเคมีเพื่อกำจัดสารเจือปนได้เหมือนเตา EAF ส่งผลให้สารบางชนิด เช่น ฟอสฟอรัส (P) กำมะถัน (S) และโบรอน (B) อาจตกค้างอยู่ในเนื้อเหล็ก
ดร.อมร กล่าวว่า ฟอสฟอรัสและกำมะถันแม้จะช่วยเพิ่มความแข็งของเหล็ก แต่กลับลดความเหนียว ทำให้เหล็กเปราะ แตกหักง่าย โดยเฉพาะเมื่อรับแรงกระแทก แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว หรือแรงสลับทิศทาง (Fatigue) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของโครงสร้างอาคารในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ในทางทฤษฎี เหล็กจากเตา IF สามารถผลิตให้มีคุณภาพดีได้ หากโรงงานมีระบบควบคุมคุณภาพครบถ้วน ได้แก่
1. ต้องมีระบบคัดแยกเศษเหล็กอย่างเข้มงวด เนื่องจากเศษเหล็กแต่ละประเภทมีปริมาณสารเจือปนแตกต่างกัน หากนำมาปะปนกันจะทำให้สารตกค้างในเหล็กสูงขึ้น
2. ต้องมีเตาปรุง หรือ Ladle Furnace เพื่อใช้ปรับคุณสมบัติของน้ำเหล็กและควบคุมอุณหภูมิก่อนหล่อเป็นแท่งเหล็ก
"แม้จะมีเตาปรุง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการกำจัดฟอสฟอรัสได้ทั้งหมด ดังนั้น คุณภาพของเศษเหล็กตั้งแต่ต้นทางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด"
สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ผู้ผลิตจะอ้างว่าสามารถควบคุมคุณภาพได้ แต่ในทางปฏิบัติยังมีคำถามสำคัญว่า หน่วยงานกำกับดูแลสามารถตรวจสอบได้จริงหรือไม่ว่า โรงงานทุกแห่งมีระบบคัดแยกเศษเหล็กอย่างเคร่งครัดในทุก Heat ของการผลิต
อีกทั้ง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะมีกำลังบุคลากรเพียงพอในการตรวจสอบกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากตรวจสอบไม่ได้ การป้องกันตั้งแต่ต้นทางจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ไขปลายทาง
จากข้อกังวลดังกล่าว สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยเสนอแนวทางต่อภาครัฐ 4 ประการ ได้แก่
1. ทยอยยกเลิกการผลิตเหล็กจากเตา IF โดยยกตัวอย่างประเทศจีน ซึ่งยกเลิกการผลิตเหล็กจากเตา IF ตั้งแต่ปี 2561
2. แยกมาตรฐาน มอก. ระหว่างเหล็ก IF กับ EAF/BO พร้อมกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับผู้ผลิตเหล็ก IF ได้แก่ ต้องมีระบบคัดแยกเศษเหล็ก, ต้องมีเตาปรุง (Ladle Furnace), กำหนดการสุ่มตรวจคุณภาพตาม Heat การผลิต ไม่ใช่ตามน้ำหนักเหล็ก และจำกัดการใช้งานเฉพาะอาคารขนาดเล็ก หรืออาคารที่ไม่เข้าข่ายวิศวกรรมควบคุม
3. ให้หน่วยงานรัฐจำกัดการใช้เหล็ก IF ในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ เช่น สะพาน ทางยกระดับ อาคารราชการ และโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่
4. ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองออกมาตรฐานควบคุม กำหนดหลักเกณฑ์การใช้เหล็ก IF และเหล็กตัว T (Tempcore) ในอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ และอาคารสำคัญของภาคเอกชน โดยระบุว่า ในร่างปรับปรุง มอก.20 และ มอก.24 ฉบับใหม่ มีแนวโน้มยกเลิกการผลิตเหล็กตัว T แล้ว
ดร.อมร เปิดเผยด้วยว่า จากข้อมูลของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้เห็นชอบร่างปรับปรุงมาตรฐานแล้ว โดยกำหนดให้ มอก.20 (เหล็กเส้นกลม) สามารถผลิตจากเตา BO, EAF และ IF ได้ ขณะที่มอก.24 (เหล็กข้ออ้อย) อนุญาตเฉพาะการผลิตจากเตา BO และ EAF เท่านั้น ไม่รวมเตา IF
"หลังผ่านความเห็นชอบจาก กมอ. แล้ว สมอ. เตรียมเชิญทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นและทำเทคนิคพิจารณ์ ในช่วงกลางเดือนก.ค. 2569 ก่อนประกาศใช้มาตรฐานฉบับใหม่ต่อไป"
ดร.อมร กล่าวว่า ภายหลังการประชุม ได้แจ้งต่อผู้แทนสมาคมผู้ผลิตเหล็กเตา IF ว่า หากผู้ประกอบการมีเทคโนโลยีหรือกระบวนการผลิตที่สามารถยกระดับคุณภาพเหล็กให้เทียบเท่ากับเตา EAF ได้ ก็ควรนำข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการมาเสนอในเวทีเทคนิคพิจารณ์ของ สมอ.
"สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยพร้อมเปิดรับฟังข้อมูลทางวิชาการจากทุกฝ่าย เพื่อให้การปรับปรุงมาตรฐาน มอก.เหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย เป็นไปอย่างรอบด้าน มีความเหมาะสม และสร้างความปลอดภัยสูงสุดต่อการใช้งานโครงสร้างอาคารของประเทศในอนาคต"