Black Ribbon

สหรัฐงัด ม.301 ฟันสินค้าไทย 12.5% เดิมพันส่งออก 2.37 ล้านล้าน จับตาภาษีลูกที่สอง

24 กรกฎาคม 2569
สหรัฐงัด ม.301 ฟันสินค้าไทย 12.5% เดิมพันส่งออก 2.37 ล้านล้าน จับตาภาษีลูกที่สอง
  • สหรัฐฯ ใช้มาตรา 301 เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 12.5% กระทบต่อมูลค่าการส่งออกกว่า 2.37 ล้านล้านบาท โดยให้เหตุผลเรื่องมาตรการป้องกันสินค้าจากแรงงานบังคับ
  • ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า (10%) และได้รับสิทธิยกเว้นเพิ่มเติม ทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงกว่า
  • มาตรการภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อกลุ่มสินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์, ผลิตภัณฑ์ยาง, เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารแปรรูป
  • ภาคการส่งออกไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญ "ภาษีลูกที่สอง" จากการที่สหรัฐฯ กำลังไต่สวนไทยในประเด็น "กำลังการผลิตส่วนเกิน" ภายใต้มาตรา 301 เช่นกัน

เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐอเมริกา นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการค้าโลก เมื่อสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีภายใต้ มาตรา 301 (Section 301) อย่างเป็นทางการกับ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดกลุ่มหนึ่งของมาตรการครั้งนี้ ทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐที่ตัวเลขปี 2568 ไทยส่งออกไปกว่า 2.37 ล้านล้านบาทมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นทันที

การประกาศดังกล่าวไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัตราภาษีนำเข้าสินค้า แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากมาตรการชั่วคราวภายใต้ มาตรา 122 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐเรียกเก็บภาษีได้ไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน ไปสู่ มาตรา 301 ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการค้าสำคัญของสหรัฐในการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่ามีแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และไม่มีกรอบเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน

นั่นหมายความว่า ภาษีรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียง "ภาษีชั่วคราว" หากแต่เป็นการยกระดับแรงกดดันทางการค้าเข้าสู่เกมระยะยาว ที่ประเทศคู่ค้าจำเป็นต้องปรับกฎหมาย มาตรฐานการผลิต และระบบกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน หากต้องการลดแรงกดดันจากสหรัฐในอนาคต

สำหรับประเทศไทย การเริ่มต้นบังคับใช้มาตรา 301 จึงเป็นมากกว่าการเพิ่มต้นทุนการส่งออก 12.5% แต่เป็นสัญญาณว่า มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และแหล่งกำเนิดสินค้า กำลังกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าใหม่ ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

12.5% ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือแต้มต่อที่ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง

เหตุผลที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ใช้ในการดำเนินมาตรการครั้งนี้ คือประเทศไทยยังไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับจากต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษีเพิ่มเติม 12.5% บวกอัตราภาษี MFN(ภาษีนำเข้าปกติของสหรัฐ) เช่นเดียวกับอีก 37 ประเทศ

แม้ตัวเลข 12.5% จะดูไม่แตกต่างจากประเทศอื่นมากนัก แต่หากพิจารณาในเชิงการแข่งขัน ไทยกลับอยู่ในสถานะเสียเปรียบทันที เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกสำคัญหลายประเทศในอาเซียนและเอเชีย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา บังกลาเทศ และปากีสถาน ถูกจัดเก็บภาษีเพียง 10% พร้อมทั้งได้รับสิทธิยกเว้นสินค้าเพิ่มเติมบางรายการ เพื่อจูงใจให้เร่งปรับปรุงกฎหมายและมาตรการด้านแรงงานบังคับ

ในทางกลับกัน ไทยไม่ได้รับสิทธิยกเว้นเฉพาะประเทศ (Country-specific Exemption) เช่นเดียวกับหลายประเทศคู่แข่ง แต่ได้รับการยกเว้นเฉพาะรายการสินค้าตามภาคผนวก Annex II Part A ซึ่งเป็นการยกเว้นในลักษณะเดียวกับทุกประเทศ ไม่ใช่สิทธิพิเศษของไทย

ความแตกต่างของภาษีเพียง 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ อาจดูเล็กน้อยในมุมของผู้บริโภค แต่สำหรับผู้ประกอบการและผู้นำเข้าในสหรัฐ ความแตกต่างดังกล่าวสามารถเปลี่ยนการตัดสินใจจัดซื้อสินค้าได้ทันที โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันด้วยต้นทุนและมีกำไรต่อหน่วยไม่สูง เมื่อผู้นำเข้าสหรัฐต้องเลือกระหว่างสินค้าไทยที่เสียภาษี 12.5% กับสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่เสียเพียง 10% ย่อมทำให้ไทยเสียเปรียบด้านราคาโดยอัตโนมัติ แม้คุณภาพสินค้าอาจไม่แตกต่างกันมากนัก

ยิ่งไปกว่านั้น หลายประเทศที่เสียภาษีต่ำกว่าไทยยังมีต้นทุนแรงงานและต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา บังกลาเทศ หรือปากีสถาน ทำให้ความแตกต่างของภาษีกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้ซื้อในสหรัฐหันไปกระจายคำสั่งซื้อไปยังประเทศเหล่านั้นมากขึ้น

นี่จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่าง "สินค้าไทยกับสินค้าไทย" หากแต่เป็นการแข่งขันระหว่าง ห่วงโซ่อุปทานของทั้งภูมิภาคเอเชีย ที่กำลังเข้าสู่การจัดระเบียบครั้งใหม่ภายใต้กติกาการค้าของสหรัฐ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ มาตรา 301 ในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตรวจสอบเฉพาะกระบวนการผลิตภายในประเทศ แต่ยังขยายไปถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การตรวจสอบย้อนกลับ และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่สหรัฐให้ความสำคัญ เช่น เขตซินเจียงของจีน

นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน จะต้องเผชิญต้นทุนการตรวจสอบและการพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อิเล็กทรอนิกส์-อาหาร-ยาง นำทัพรับแรงกระแทก

เมื่อมาตรา 301 ของสหรัฐใช้หลักการจัดเก็บภาษีกับสินค้าทุกรายการของประเทศที่ถูกไต่สวนเป็นหลัก ก่อนกำหนดข้อยกเว้นเฉพาะบางรายการ ส่งผลให้สินค้าส่งออกเกือบทั้งหมดของไทยเข้าสู่ฐานภาษีใหม่ทันที นั่นหมายความว่า ผู้ส่งออกไทยจำนวนมากจะต้องเผชิญต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ต่างจากมาตรการมาตรา 301 ที่สหรัฐเคยใช้กับจีนในอดีต ซึ่งมุ่งเป้าไปยังสินค้าเป็นรายกลุ่มหรือรายพิกัดเป็นหลัก

หากพิจารณาจากโครงสร้างการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐ จะพบว่ากลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ล้วนเป็น เครื่องยนต์หลักของภาคส่งออกไทย ทั้งในด้านมูลค่าการค้า การจ้างงาน และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก

กลุ่มแรกคือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยไปสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรไฟฟ้า (PCB/PCBA) โทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ ไดโอด และอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้า

แม้ประกาศของ USTR จะยกเว้นเครื่องจักรบางประเภทที่ใช้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แต่การยกเว้นดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะ เครื่องจักรสำหรับการผลิต ไม่ใช่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูปที่ไทยส่งออกเป็นหลัก ทำให้ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมนี้ยังต้องรับภาระภาษีเต็มอัตรา

ถัดมาคือ ผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งไทยครองบทบาทสำคัญในตลาดสหรัฐ ทั้งยางล้อรถยนต์ ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางธรรมชาติแปรรูป และผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ กลุ่มนี้มีการแข่งขันด้านราคาสูงอยู่แล้ว การเพิ่มต้นทุนภาษีอีก 12.5% ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้นำเข้า

เช่นเดียวกับ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งไทยถือเป็นฐานการผลิตสำคัญของผู้ประกอบการระดับโลก การปรับขึ้นภาษีอาจทำให้บริษัทข้ามชาติประเมินต้นทุนใหม่ และพิจารณาปรับสัดส่วนการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนภาษีต่ำกว่า

อีกกลุ่มที่ต้องจับตา คือ อาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะทูน่ากระป๋อง อาหารทะเลแปรรูป ข้าว ผลไม้แปรรูป และไก่แปรรูป ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีความสามารถแข่งขันสูงมาอย่างต่อเนื่อง แม้ภาคเอกชนจะพยายามผลักดันให้สินค้าอาหารทะเลบางรายการได้รับการยกเว้น แต่ USTR ไม่ได้เพิ่มสินค้าเหล่านี้เข้าสู่บัญชียกเว้น ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยยังต้องเผชิญภาระภาษีเต็มจำนวน

ขณะที่ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย เพราะไทยไม่ได้รับสิทธิในกลไกโควตาภาษี (TRQ) ที่สหรัฐจัดให้กับบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งทำให้คู่แข่งเหล่านั้นมีต้นทุนการเข้าสู่ตลาดสหรัฐต่ำกว่าไทยอีกขั้นหนึ่ง เมื่อรวมกับต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าไทยอยู่แล้ว ยิ่งทำให้การแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดสหรัฐยากขึ้นกว่าเดิม

สินค้าไม่โดนภาษีซ้ำ ไม่ได้แปลว่าไร้ผลกระทบ

แม้สินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่จะเข้าสู่ฐานภาษี 12.5% แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 301 เพิ่มเติม กลุ่มแรก คือ สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ มาตรา 232 ของสหรัฐอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ทองแดง รวมถึงรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งยังคงเสียภาษีตามอัตราเดิม โดยไม่ถูกเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ซ้ำซ้อน

อย่างไรก็ตาม การไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าสินค้าเหล่านี้จะหลุดพ้นจากแรงกดดัน เนื่องจากยังต้องเผชิญต้นทุนจากมาตรการเดิม รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสหรัฐเช่นเดียวกัน

อีกกลุ่มหนึ่ง คือ สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตาม Annex II (Part A) ซึ่ง USTR ขยายรายการยกเว้นจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมสินค้ากว่า 2,120 รายการ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในสหรัฐและป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบ

สำหรับประเทศไทย สินค้าที่อยู่ในกลุ่มได้รับยกเว้น อาทิ ผลิตภัณฑ์มะพร้าว กาแฟสำเร็จรูปชนิดไม่ปรุงแต่งรส วัตถุดิบยาและเภสัชภัณฑ์บางรายการ ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิด เศษโลหะ เศษแบตเตอรี่ หนังสัตว์บางประเภท และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์

แต่สาระสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ คือ การยกเว้นดังกล่าวเป็นการยกเว้นตามประเภทสินค้า ไม่ใช่การยกเว้นให้ประเทศไทยเป็นการเฉพาะ ต่างจากบางประเทศที่ได้รับสิทธิยกเว้นสินค้าเพิ่มเติมตาม Annex II (Part B-N) เพื่อจูงใจให้เร่งดำเนินการตามพันธกรณีเกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ ประเทศไทยจึงยังอยู่ในสถานะเสียเปรียบเชิงนโยบาย เมื่อเทียบกับบางประเทศคู่แข่งที่สามารถส่งออกสินค้าได้ภายใต้เงื่อนไขภาษีที่ผ่อนปรนกว่า

2.5% ที่เปลี่ยนเกมการแข่งขัน

หากมองเพียงตัวเลข ความแตกต่างของภาษีระหว่างไทยกับประเทศที่เสียภาษี 10% อาจดูเป็นเพียง 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ในทางธุรกิจ ตัวเลขนี้อาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างการ "ได้คำสั่งซื้อ" กับ "เสียคำสั่งซื้อ"

ผู้นำเข้าสหรัฐในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเฉพาะคุณภาพสินค้า หากแต่ให้ความสำคัญกับต้นทุนรวม  ตั้งแต่ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า ไปจนถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ เมื่อสินค้าจากไทยต้องเสียภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ขณะที่หลายประเทศมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าและได้รับสิทธิยกเว้นเพิ่มเติม ย่อมเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ซื้อกระจายคำสั่งซื้อไปยังประเทศเหล่านั้นมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ผลิตทดแทนกันได้

ในระยะสั้น ผลกระทบอาจยังไม่เกิดขึ้นทันที เพราะผู้ส่งออกจำนวนมากยังมีคำสั่งซื้อที่ทำสัญญาไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อผู้ซื้อเริ่มเจรจาสัญญาใหม่ในช่วงปลายปี ความแตกต่างของต้นทุนภาษีอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางคำสั่งซื้อในปี 2570

นั่นทำให้มาตรา 301 ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการจัดเก็บภาษี แต่เป็นเครื่องมือที่กำลังจัดระเบียบการแข่งขันใหม่ ในห่วงโซ่อุปทานโลก และบีบให้ประเทศผู้ส่งออกต้องเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใสของวัตถุดิบ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ หากไม่ต้องการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีจากประเด็นแรงงานบังคับอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะ USTR ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนไทยภายใต้มาตรา 301 อีกหนึ่งคดีในประเด็น "กำลังการผลิตส่วนเกิน" (Excess Capacity) ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นรายสินค้าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้ภาคส่งออกไทยยังต้องจับตา "ภาษีลูกที่สอง" อย่างใกล้ชิด


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.