Black Ribbon

หอการค้าไทย-จีนส่งสัญญาณเตือน GDP ไทยส่อโตไม่ถึง 2% จี้รัฐเร่งลงทุน AI-อุตฯใหม่

04 กันยายน 2569
หอการค้าไทย-จีนส่งสัญญาณเตือน GDP ไทยส่อโตไม่ถึง 2% จี้รัฐเร่งลงทุน AI-อุตฯใหม่

 หอการค้าไทย-จีนเผยผลสำรวจความเชื่อมั่น คาดการณ์ว่า GDP ไทยปี 2569 อาจขยายตัวไม่ถึง 2% ซึ่งต่ำกว่าที่ภาครัฐประเมินไว้

เศรษฐกิจชะลอตัวมีปัจจัยจากการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับจีน แม้ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ยังมองว่ายอมรับได้เพราะเป็นการนำเข้าเพื่อการลงทุนและส่งออก

เสนอให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการยกระดับอุตสาหกรรมใหม่เป็นอันดับแรก

นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2569  ซึ่งได้มีการสำรวจระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้ให้ข้อมูลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการหอการค้าไทยจีน ,ประธานและกรรมการสมาชิกสมาคมต่างๆของสหพันธ์หอการค้าไทยจีน และกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของหอการค้าไทยจีน รวมทั้งสิ้น จำนวน 503 คน

ทั้งนี้ได้ระบุว่า ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานสภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 เมื่อ 17 ส.ค. 69 มีข้อสรุปว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ชะลอตัวลงจาก 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน และประมาณการว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะโตอยู่ 2% ถึง 2.5% จากการลงทุนของภาคเอกชนในกลุ่มเทคโนโลยีดิจิตอล และอุตสาหกรรมใหม่

ส่วนการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวตามวัฏจักรจากตลาดโลกด้วย สินค้าเทคโนโลยี และอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามการนำเข้าก็มีสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งเป็นการนำเข้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนเพื่อใช้ประกอบสินค้าเพื่อการส่งออก และการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิตอล จนทำให้ไทยขาดดุลการค้าติดต่อกันมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนการบริโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐนั้นชะลอตัวลงซึ่งสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการชะลอตัวลงของการเบิกจ่ายการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

GDP ไทยชะลอตัวมากกว่าเป้าทางราชการ

ผลการสำรวจของหอการค้าไทยจีนนั้น 37.8% คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยทั้งปีนี้ จะอยู่ระหว่าง 2% ถึง 2.5% แต่ 46.2% คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตนั้นจะอยู่ในช่วงระหว่าง 1.5% ถึง 2% ที่ชะลอตัวลงมากกว่าเป้าหมายของทางราชการค่ากลางที่ 2.2%

ด้วยสถานการณ์การขาดดุลการค้าในครึ่งแรกของปีนี้ แม้ว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 18% การนำเข้ากลับเพิ่มขึ้น 38% ทำให้ไทยขาดดุลการค้ามากถึง 12 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา เมื่อเทียบกับการเกินดุล 15.4 พันล้านเหรียญสหรัฐสหรัฐอเมริกา ในช่วงเดียวกันของปี 2568 เพราะค่าขนส่งและพลังงานที่แพงขึ้น การนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบเป็นสินค้าส่งออก 

ส่วนการนำเข้าสินค้าเพื่อการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิตอล 47.8% ของผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นว่าการขาดดุลแม้ว่าจะมากขึ้นแต่ก็ยังรับได้เพราะเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อการลงทุนและผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ขณะที่ 28.1% ให้ความเห็นว่าการขาดดุลมากขึ้นดังกล่าวสูงจนเป็นที่น่ากังวล กล่าวคือ ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ยังไม่กังวลการขาดดุลทางการค้า

5 เดือนแรกไทยขาดดุลการค้าจีน 46.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ส่วนดุลการค้าระหว่างไทยกับจีนนั้นพบว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 46.2 พันเหรียญสหรัฐสหรัฐอเมริกาซึ่งมากกว่าการขาดดุลในปี 2567  และเท่ากับ 69% ของการขาดดุลปี 2568 ทั้งปี 27.4% ของผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นว่าการนำเข้าจากจีนที่มีมูลค่าสูงนั้นเนื่องมาจากจีนมีกำลังการผลิตส่วนเกินทำให้สินค้านั้นมีราคาถูก และรุกตลาดไทยได้ดี 21.5% ให้ความเห็นว่าเนื่องจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ทำให้จีนส่งออกมายังตลาดเอเชียมากขึ้น ซึ่งรวมถึงไทยด้วย

ขณะที่ 18.5% ให้ความเห็นว่าการนำเข้าจากจีนนั้นเป็นการอาศัยไทยเป็นทางผ่านไปยังสหรัฐอเมริกา (transshipment) และ 17.2% ให้ความเห็นว่าเนื่องจากจีนมีการลงทุนในประเทศไทยสูงจึงมีการนำเข้าเครื่องจักรวัตถุดิบมาจากแหล่งในจีนในปัจจุบัน จากที่จีนได้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ศูนย์ข้อมูล และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

ผู้ตอบแบบสำรวจยังมีความคิดเห็นว่า แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากจีนในอุตสาหกรรมที่จีนมีศักยภาพสูง จะประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมภาคบริการดิจิตอล และอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

ขณะที่รัฐบาลไทยได้เสนอมาตรการความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและจีน (Co-creation) เพื่อมีวัตถุประสงค์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้มากขึ้นนั้น ผู้ตอบแบบสำรวจให้ความสำคัญมากที่สุดกับนโยบายให้บริษัทจีนที่มาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ (local content) โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มากกว่ามาตรการผสมผสานการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีจีนและวัตถุดิบสินค้าเกษตรของไทย และมาตรการการเปิดตลาดให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย (SMEs) เข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน ในทำการค้าในตลาดจีน

สถานการณ์การท่องเที่ยว ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทย 19.2 ล้านคนจากเป้าหมาย 35 ล้านคน 37% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะมีจำนวนระหว่าง 33 ถึง 35 ล้านคน ขณะที่ 28.4% คาดว่านักท่องเที่ยวจะน้อยกว่า 33 ล้านคน  ซึ่งมีแนวโน้มจะน้อยกว่าเป้าหมาย

ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เที่ยวไทยนั้นมีจำนวน 123.5 ล้านคน/ครั้ง ในช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม จากเป้าหมายปี 2569 ที่ 206 ล้าน คน/ครั้ง ผู้ตอบแบบสอบถาม 37.1% มีความเห็นว่ามาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส ที่คล้ายกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงหลังเหตุการณ์ โควิด-19 (เที่ยวด้วยกัน) มีความจำเป็นพอสมควรเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าภาคการท่องเที่ยวจะไม่ซบเซาขณะที่ 26.5%  มีความเห็นว่ามาตรการกระตุ้นดังกล่าวมีความจำเป็นมากที่สุดเพราะการท่องเที่ยวจากต่างประเทศนั้นยังไม่ฟื้นตัว

กล่าวได้โดยสรุปว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ จำนวนหนึ่งในสาม เห็นความจำเป็นของการมีมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส เพื่อพยุงภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้น และการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นโยบายรัฐบาลที่เน้นการลงทุนใน 5 ด้าน ประกอบด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิตอล การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาไทยเป็นศูนย์บริการทางการเงินของภูมิภาค และการยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตและนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูง

ผลการสำรวจที่ให้เลือก 2 จาก 5 ด้าน ที่มีความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และต้องทำให้สำเร็จภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกคือ 1.การพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิตอล และ 2.การยกระดับอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สำหรับช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กรกฎาคม 2569) การค้าระหว่างประเทศไทยและจีน มีมูลค่า 108,804 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ขยายตัว 29.89% โดยการส่งออกของไทยไปจีน ขยายตัว 9.17% มีมูลค่า 26,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนการนำเข้าของไทยจากจีน ขยายตัว 38.49% ส่งผลให้ประเทศไทยขาดดุลการค้ากับจีนมีมูลค่า 55,130 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 59.31% สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นราว ๆ 83% คือเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ มีมูลค่า 19,373 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ  เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.