ส.อ.ท.ห่วง’ค่าไฟขั้นบันได’ กระทบโรงงานหนัก-ฉุดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย

05 พฤษภาคม 2569
ส.อ.ท.ห่วง’ค่าไฟขั้นบันได’ กระทบโรงงานหนัก-ฉุดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย
  • ส.อ.ท. แสดงความกังวลว่านโยบายค่าไฟแบบขั้นบันได (ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งจ่ายแพง) จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคอุตสาหกรรมและโรงงาน
  • ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และอุตสาหกรรมหนัก (เช่น เหล็ก) สูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า
  • เสนอให้ภาครัฐแยกโครงสร้างค่าไฟภาคอุตสาหกรรมออกจากภาคครัวเรือน และมีมาตรการอุดหนุนเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นนโยบายเชิงประชานิยมทเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง โดย ส.อ.ท.กังวลหากรัฐบาลนำโมเดลค่าไฟแบบขั้นบันไดมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมจะกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมหนักที่เป็นต้นน้ำ

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (บ้านที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าน้อย) จะได้ใช้ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย ถูกกว่าอัตราเดิมที่ 3.88 บาท

ขณะที่กลุ่มที่ใช้ไฟ 201-400 หน่วย ต้องจ่ายในอัตราใหม่ที่ 3.95 บาท (เพิ่มขึ้น 7 สตางค์) และกลุ่มที่ใช้เกิน 400 หน่วยขึ้นไปที่เป็นบ้านใหญ่มีกำลังซื้อสูงที่รัฐบาลมองเป็นกลุ่มมีศักยภาพใช้จ่ายและควรส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

“ในมุมของภาคสังคม การช่วยผู้มีรายได้น้อยถือเป็นเรื่องดีและตรงประเด็น เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัว และยังเป็นการส่งสัญญาณให้เกิดการประหยัดพลังงานในภาคประชาชนด้วย” 

อย่างไรก็ตาม มองว่ารัฐบาลไม่ควรนำตรรกะใช้เยอะจ่ายแพงมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมได้เหมือนภาคครัวเรือน เพราะภาคธุรกิจและโรงงานมีลักษณะใช้ไฟต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่แม้เป็นรายเล็กแต่ปริมาณการใช้ไฟมักเกิน 400 หน่วย หากต้องอยู่เกณฑ์เดียวกับบ้านใหญ่ที่ต้องจ่ายค่าไฟแพงจะทำให้ SMEs ได้รับผลกระทบหนักจนอาจอยู่ไม่รอด

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูง (Energy Intensive) หากรัฐบาลไม่มีนโยบายอุดหนุนหรือแยกอัตราค่าไฟให้ชัดเจน แต่ไปเพิ่มต้นทุนจะทำให้อุตสาหกรรมสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ หากต้นทุนค่าไฟในประเทศสูงเกินไป จะทำให้ผู้ประกอบการแบกรับภาระไม่ได้ และท้ายที่สุดไทยต้องพึ่งการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะจากจีนที่มีต้นทุนถูกกว่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ชาติ

“อุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเหล็ก ต้องมีอยู่ในประเทศเพื่อความมั่นคง หากพึ่งพาแต่การนำเข้า เมื่อเกิดสงครามหรือความผันผวนของนโยบายเศรษฐกิจโลกจะตกอยู่ในสถานะที่ลำบากมาก รัฐบาลต้องมองโมเดลในต่างประเทศที่เขาให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่ยิ่งใช้เยอะยิ่งเก็บแพง เพราะนี่คือต้นทางของอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งหมด” 

ขณะนี้ภาคเอกชนยังคงรอความชัดเจนจากรัฐบาลเกี่ยวกับแพ็กเกจค่าไฟในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ จึงขอเสนอแนะแนวทาง ประกอบด้วย

  • แยกโครงสร้างค่าไฟภาคผลิตออกจากภาคครัวเรือน ไม่ใช้โมเดลขั้นบันไดที่ลงโทษผู้ใช้ไฟปริมาณมาก
  • นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมหนัก รัฐบาลควรมีเงินอุดหนุน (Subsidize) หรือมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน
  • มาตรการเสริมสำหรับโซลาร์รูฟ นอกจากเชิญชวนให้ติดตั้ง รัฐควรมีแพ็กเกจสนับสนุนด้านการลงทุนเพื่อให้ผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนขนาดใหญ่เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.