
ท่ามกลางวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) กำลังยืนอยู่บน "ทางแยก" ครั้งสำคัญ รายงานล่าสุด "Accelerating Net-Zero: Critical Opportunities in Asia Pacific’s Climate Policy" โดย ดีลอยท์ (Deloitte) ชี้ให้เห็นว่า หากภูมิภาคนี้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้สำเร็จ จะเป็นการปลดล็อกขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลถึง 50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 พันล้านล้านบาท) ภายในปี พ.ศ. 2613 หรือสร้างการเติบโตของ GDP เพิ่มขึ้นถึง 7.5%
แต่ในทางตรงกันข้าม หากนโยบายยังล่าช้า และไร้ทิศทาง APAC อาจเผชิญความสูญเสียทางเศรษฐกิจสะสมถึง 96 ล้านล้านดอลลาร์ และ GDP จะหดตัวลง 5.5% ภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือ "สงครามเศรษฐกิจ" รูปแบบใหม่ที่ไทยและเพื่อนบ้านต้องเผชิญ
ที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านเน้นไปที่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ และกังหันลม ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำไปแล้ว แต่รายงานฉบับนี้ระบุว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ "Next Wave of Decarbonization" หรือคลื่นลูกที่สองซึ่งยากและซับซ้อนกว่าเดิม โดยเน้นไปที่ 4 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
ประเทศไทยไม่ได้นิ่งเฉย ข้อมูลจาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ วิจัยกรุงศรี ระบุว่าไทยกำลังยกระดับเพดานเป้าหมายให้เข้มข้นขึ้นเพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน อย่าง ร่นเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น จากเดิมที่เคยประกาศที่ COP26 ว่าจะบรรลุ Net Zero ในปี พ.ศ.2608 ล่าสุดไทยได้วางแนวทาง (Roadmap) ใหม่เพื่อขยับเป้าหมายให้เร็วขึ้นสู่ปี พ.ศ.2593 เพื่อสอดรับกับความต้องการของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ยังมี พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. โลกร้อน) ไทยเตรียมบังคับใช้กฎหมายนี้ในปี พ.ศ.2569-2570 ซึ่งจะรวมถึง "ภาษีคาร์บอน" (Carbon Tax) และ "การซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก" (ETS) เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนกลับมาช่วยภาคเอกชนปรับตัว และแผนพลังงานแห่งชาติ (NEP 2024) เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 50% ภายในปี พ.ศ.2580 และส่งเสริมเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และโรงไฟฟ้า
ปัจจุบัน APAC ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 60% ของโลก และตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้น ดีลอยท์ชี้ว่าความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ "ช่องว่างเงินลงทุน" ภูมิภาคนี้ต้องการเงินลงทุนรวมถึง 79-89 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี พ.ศ.2593 หรือต้องเพิ่มการลงทุนรายปีจาก 8.4 แสนล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน เป็น 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี พ.ศ.2573
คริสโตเฟอร์ เวิร์ธเลย์ หุ้นส่วนอาวุโสของดีลอยท์ เอเชียแปซิฟิก ให้ความเห็นว่า "รัฐบาลต้องเลิกมองว่าเรื่องนี้เป็นภาระ แต่ต้องมองเป็นโอกาสในการสร้างตลาดใหม่" โดยเสนอให้ใช้กลไกราคาคาร์บอนสร้างรายได้ของรัฐ ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋าภาครัฐใน APAC ได้ถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปอุดหนุนโครงการนวัตกรรมสีเขียว
การเปลี่ยนผ่านสีเขียวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น "ทางรอด" ของเอเชียแปซิฟิก และประเทศไทย หากไทยสามารถปรับโครงสร้างภาษี สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (Green Finance) และสร้างมาตรฐานความร่วมมือในภูมิภาคได้สำเร็จ เราจะไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิตจากวิกฤติโลกร้อน แต่จะเป็นผู้คุมบังเหียนเศรษฐกิจใหม่ที่มีมูลค่า 50 ล้านล้านดอลลาร์นี้อย่างยั่งยืน