Black Ribbon

‘กฎเหล็กสิ่งแวดล้อม EU’ สนค. เตือนผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัวรับตลาดยุโรป

01 กันยายน 2569
‘กฎเหล็กสิ่งแวดล้อม EU’ สนค. เตือนผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัวรับตลาดยุโรป
  • สหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นหลายฉบับ เช่น มาตรการปรับคาร์บอน (CBAM), กฎหมายตรวจสอบความยั่งยืน (CSDDD) และกฎหมายสินค้าปลอดการทำลายป่า (EUDR)
  • สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เตือนผู้ประกอบการไทยให้เร่งปรับตัว เนื่องจาก EU เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญและมาตรการใหม่จะส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม
  • ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ จัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับปรุงกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน

"กติกาการค้าโลก" กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยแข่งขันกันด้วย "ต้นทุนและราคา" สู่การแข่งขันด้วย "มาตรฐาน ความโปร่งใส และความยั่งยืน" โดยมี สหภาพยุโรป (EU) เป็นผู้นำร่องในการปรับระบบการกำกับดูแลการค้าทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Trade Governance) ภายใต้ยุทธศาสตร์ European Green Deal เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต ซึ่งอียูทยอยออกมาตรการสำคัญ 3 ฉบับ เริ่มจาก CBAM หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ที่กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตสินค้า

หากสินค้าปล่อยคาร์บอนสูงก็ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม แม้ระยะแรกจะครอบคลุมเพียงสินค้าบางกลุ่ม เช่น เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย และไฮโดรเจน แต่มีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าผู้ส่งออกไทยต้องเริ่มวัดและจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้

ตามมาด้วย CSDDD กฎหมายตรวจสอบความยั่งยืนของกิจการ ที่บังคับให้บริษัทต้องตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมย้อนกลับไปถึงต้นทางวัตถุดิบ ซัพพลายเออร์ และคู่ค้าทั้งหมด ไม่ใช่แค่ในโรงงานของตัวเองอีกต่อไป ซึ่งจะผลักดันให้บริษัทใหญ่ในยุโรปเลือกทำธุรกิจกับคู่ค้าที่พิสูจน์ได้ว่ามีกระบวนการผลิตยั่งยืนและตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น

และฉบับที่สามคือ EUDR กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่ 30 ธ.ค. 2569 และขยายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยในวันที่ 30 มิ.ย. 2570 ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้

รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ส่งออกต้องยื่น Due Diligence Statement ผ่านระบบของอียู เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า

ไม่เพียงต้นน้ำ อียูยังขยับมาคุมเข้มกลางน้ำด้วยการควบคุมพัสดุมูลค่าต่ำผ่านอีคอมเมิร์ซที่เติบโตรวดเร็ว โดยจะเริ่มเก็บอากรศุลกากรคงที่ 3 ยูโรต่อรายการสำหรับสินค้าไม่เกิน 150 ยูโร ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 พร้อมกำหนดให้มีรหัสประจำตัวผลิตภัณฑ์ (PID) เพื่อตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 พ.ค. 2569

ส่วนปลายน้ำ อียูออกกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 ส.ค. 2569 เน้นให้บรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิลได้ ลดวัสดุส่วนเกิน และห้ามใช้สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารโดยตรง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ประเทศไทย จำเป็นต้องเร่งปรับตัวรับมือกับนโยบายการค้าใหม่ของอียู เพราะอียูถือเป็นตลาดใหญ่มีกำลังซื้อสูง จากข้อมูลการส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยกับ อียูมีมูลค่า 25,365.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.1%

โดยไทยส่งออกของไทยไปยังอียู มีมูลค่า 15,464.8 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 20% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 9,900.6 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.4% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้ากับ EU ถึง 5,564.2 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงกติกาของ EU จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอาหารและเกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรเร่งดำเนินการ ได้แก่พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ จัดเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เตรียมเอกสารและระบบข้อมูลให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบจาก EU ยกระดับมาตรฐานการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU เพื่อช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ความเสี่ยงจากการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) เนื่องจากประเทศที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของ EU ได้ อาจหันมาระบายสินค้าในตลาดอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำที่รุนแรงกว่าเดิม

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า  การเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าของ EU สะท้อนทิศทางการแข่งขันของโลกที่มุ่งสู่มาตรฐาน ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า และเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงเสริมศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการเชื่อมโยงกับฐานการผลิตที่มีมาตรฐานและสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน

ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนจาก “การแข่งขันด้านต้นทุน” ไปสู่ “การแข่งขันด้านความยั่งยืน” มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่อุปสรรคทางการค้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดในตลาดโลก

สำหรับประเทศไทย การปรับตัวในวันนี้อาจเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตได้สำเร็จ ก็อาจเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย และก้าวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ได้ในระยะยาว


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.