
การค้าระหว่างประเทศของไทย ในช่วง 11 เดือน แรกของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยการส่งออกมีมูลค่า 310,706 ล้านดอลลาร์ เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 12.6% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 315,662 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.4% รวมแล้วไทยขาดดุลการค้า 4,956 ล้านดอลลาร์
ในขณะที่เดือน พ.ย.2568 การส่งออกมีมูลค่า 27,445 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.1% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 30,172 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.6% รวมแล้วไทยขาดดุลการค้า 2,726 ล้านดอลลาร์
ปี 2567 ไทยขาดดุลการค้ารวม 4,782 ล้านดอลลาร์
ปี 2566 ขาดดุลการค้ารวม 3,435 ล้านดอลลาร์
ปี 2565 ขาดดุลการค้ารวม 13,604 ล้านดอลลาร์
ปี 2564 ได้ดุลการค้ารวม 4,663 ล้านดอลลาร์
สำหรับ สถานการณ์ขาดดุลการค้าของไทย พบว่า กระทรวงพาณิชย์รายงานข้อมูลขาดดุลจีน ตั้งแต่ปี 2545 หลังจากจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อปี 2544 โดยการขาดดุลการค้าจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนกระทั่งปี 2558 จีนกลายมาเป็นประเทศที่ไทยขาดดุลการค้ามากเป็นอันดับ 1 มูลค่า 17,332 ล้านดอลลาร์ หรือ 602,282 ล้านบาท
ในช่วงก่อนปี 2558 จีนได้ดุลการค้าไทยตามหลังหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ไทยขาดดุลการค้ามากเป็นอันดับ 1 ในช่วงปี 2545-2557 ซึ่งสอดคล้องกับการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มากเป็นอันดับ 1 ในช่วงดังกล่าว
สำหรับ การค้าระหว่างประเทศไทย-จีน ที่ไทยขาดดุลการค้าจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และปี 2568 กำลังจะเป็นปีที่ไทยทำสถิติขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วง 11 เดือน แรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.) ไทยขาดดุลการค้าจีนสูงถึง 60,646 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.02 ล้านล้านบาท สูงกว่าปี 2567 ที่ขาดดุลการค้า 45,364 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง
ปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) ไทยขาดดุลการค้าจีน 60,646 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.02 ล้านล้านบาท
ปี 2567 ไทยขาดดุลการค้าจีน 45,364 ล้านดอลลาร์ หรือ 1,61 ล้านล้านบาท
ปี 2566 ไทยขาดดุลการค้าจีน 36,635 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.29 ล้านล้านบาท
ปี 2565 ไทยขาดดุลการค้าจีน 36,336 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.29 ล้านล้านบาท
ปี 2564 ไทยขาดดุลการค้าจีน 29,287 ล้านดอลลาร์ หรือ 960,954 ล้านบาท
ปี 2563 ไทยขาดดุลการค้าจีน 19,987 ล้านดอลลาร์ หรือ 640,993 ล้านบาท
ปี 2562 ไทยขาดดุลการค้าจีน 21,101 ล้านดอลลาร์ หรือ 676,043 ล้านบาท
ปี 2561 ไทยขาดดุลการค้าจีน 19,586 ล้านดอลลาร์ หรือ 650,454 ล้านบาท
ปี 2560 ไทยขาดดุลการค้าจีน 14,722 ล้านดอลลาร์ หรือ 517,083 ล้านบาท
ปี 2559 ไทยขาดดุลการค้าจีน 18,230 ล้านดอลลาร์ หรือ 657,367 ล้านบาท
ปี 2558 ไทยขาดดุลการค้าจีน 17,332 ล้านดอลลาร์ หรือ 602,282 ล้านบาท
ปีที่แล้วเป็นปีที่ทำสถิติขาดดุลสูงเป็นประวัติการณ์มาแล้ว
1.เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า และส่วนประกอบเครื่องบันทึกเสียงและเครื่องถอดเสียง เครื่องบันทึกและเครื่องถอดภาพและเสียงทางโทรทัศน์ รวมทั้งส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบ 33,562 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.11 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 34.52% ของการนำเข้าสินค้าจากจีนทั้งหมด
2.เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว 15,007 ล้านดอลลาร์ หรือ 498,978 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15.43% ของการนำเข้าสินค้าจากจีนทั้งหมด
3.พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก 4,726 ล้านดอลลาร์ หรือ 157,102 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.86% ของการนำเข้าสินค้าจากจีนทั้งหมด
4.ของทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า 4,574 ล้านดอลลาร์ หรือ 151,996 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.7% ของการนำเข้าสินค้าจากจีนทั้งหมด
5.ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า และของที่ทำด้วยของดังกล่าว เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณที่เป็นของเทียม เหรียญกษาปน์ 4,208 ล้านดอลลาร์ หรือ 139,014 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.3% ของการนำเข้าสินค้าจากจีนทั้งหมด
สถานการณ์การส่งออกของไทย ที่ขยายตัวสูง โดยในช่วง 11 เดือน แรกของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) ขยายตัวถึง 12.6% สวนทางกับการผลิตของไทยที่ขยายตัวต่ำ โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ ติดลบไปแล้วถึง 6 เดือน (YoY) และล่าสุดเดือน พ.ย.2568 ติดลบถึง 4.24% และการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 55.49% ต่ำที่สุดในปี 2568
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ปัญหาการส่งออกไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับไม่เพิ่มขึ้นตามที่ควรจะเป็น สะท้อนความ “ผิดปกติ” ในระบบการผลิตของไทยซึ่งเกิดจากสาเหตุหลักหลายข้อ อาทิ
1.ลักษณะการส่งออกของไทยที่เป็นเพียง “ทางผ่าน” (Pass-through) เพราะในภาวะปกติหากนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตแล้ว MPI ควรพุ่งสูงขึ้นระดับ 2 หลัก หรืออย่างน้อย 3-5% แต่ MPI กลับไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ ทำให้เกิดข้อสังเกตว่าสินค้าที่ส่งออกเหมือนมาผ่านทางอย่างเดียว โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างเต็มที่
2.ปัญหาการทะลักของสินค้าจากต่างประเทศ (Import Flooding) ปัจจุบันยังมีสภาวะสินค้าต่างประเทศไหลเข้าไทยระดับหนึ่ง ซึ่งความผิดปกตินี้เห็นได้จากตัวเลขการนำเข้าที่สูงใกล้เคียงกับการส่งออก เช่น ส่งออกบางเดือนโต 12.6% แต่นำเข้าก็สูงถึง 12.4% สะท้อนว่าสินค้าที่ไทยส่งออกไปอาจเป็นการนำเข้ามาแล้วส่งออกต่อ มากกว่าจะเป็นผลผลิตจากการขยายกำลังการผลิตของโรงงานในไทย