สศช. เปิดความท้าทายเศรษฐกิจ ปี 69 เตือนรับมือสุญญากาศงบ-ส่งออกชะลอตัว

06 มกราคม 2569
สศช. เปิดความท้าทายเศรษฐกิจ ปี 69 เตือนรับมือสุญญากาศงบ-ส่งออกชะลอตัว
  • เลขาธิการ สศช. คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.2 - 2.2% และต้องเผชิญความท้าทายสำคัญหลายด้าน
  • เตือนให้รับมือภาวะสุญญากาศทางการคลัง เนื่องจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะล่าช้าเพราะเป็นปีเลือกตั้ง
  • ภาคการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เติบโตต่ำ รวมถึงได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังมีความท้าทายหลายอย่าง แม้ว่าภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สศช.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.2 - 2.2% หรือมีค่ากลางอยู่ที่ 1.7% 

โดยในปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทาย และมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังหลายด้านทั้งจากภายใน และภายนอกประเทศที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือ โดยปัจจัยต่าง ๆ ที่ประเทศไทยต้องรับมือในปี 2569 อย่างน้อย 5 ด้าน ดังนี้ 

1.การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก 

สำหรับภาพรวมของปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลก ในปี 2569 นายดนุชา ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3.1 - 3.2% แม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่ในมุมมองของเศรษฐกิจโลกถือว่า ไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมากนัก และเป็นระดับที่คงตัวเช่นนี้มาหลายปีนับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ 

ขณะที่ปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 เช่นกัน โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัวมาจากผลกระทบของ สงครามการค้า (Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกของไทยที่ในปี2569 ที่จะชะลอตัวลงจากในปี 2568 

2.ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง
 

สถานการณ์ค่าเงินบาทของไทย ที่แข็งค่าของไทยถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค คาดว่าปัญหานี้จะลากยาวไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569  ซึ่งสาเหตุที่ ธปท.และกระทรวงการคลังพบว่ามาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยปริมาณการเทรดทองคำในปัจจุบันบางช่วงสูงกว่าวอลุ่มในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรในทองคำที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 

ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่านั้นแม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ซึ่งจะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาท

ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้นกระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดย ในปี 2569 สศช.มองว่า จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย 35 ล้านคน ในระยะต่อไปหนีไม่พ้นที่ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น

นายดนุชา ระบุว่า การรับมือกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระยะยาว ผู้ประกอบการไทยไม่ควรดูที่ค่าเงินอย่างเดียว แต่ต้องปรับที่ตัวโครงสร้างสินค้าและบริการ โดยต้องเน้นคุณภาพและความแตกต่างของสินค้าผู้ส่งออกไม่สามารถขายสินค้าแบบเดิมที่เน้นปริมาณได้อีกต่อไป เพราะประเทศเพื่อนบ้านสามารถผลิตสินค้าเลียนแบบไทยได้เกือบหมดแล้ว 

ดังนั้นต้องเปลี่ยนจากเน้นปริมาณการส่งออก เช่น การเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1  มาเน้นที่การเพิ่มมูลค่า และต้องผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพที่ตรงความต้องการของประเทศปลายทางแทนซึ่งทำให้เราสามารถขายสินค้าที่ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปได้  

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยเคยมีฐานการผลิต อยู่ในขั้นตอนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ High-Tech ที่เป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยต้องเร่งเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมแบบเดิมไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor)  สมาร์ทเซนเซอร์ และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ 

อีกทั้งภาครัฐยังต้องเร่งสร้างห่วงโซ่คุณค่าในภูมิภาค และรัฐต้องเร่งดึงห่วงโซ่ ของอุตสาหกรรมไฮเทคเข้ามาในไทยให้ครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นคง และความเสถียรในการผลิต ลดความเสี่ยงจากเงื่อนไขทางการค้าโลก 

ด้านการเจรจาการค้าที่ยังคงดำเนินการอยู่ประเทศไทยต้องเร่งการทำเกณฑ์ Local Content ต่อเนื่อง โดยเมื่อสร้าง RVC ได้แล้ว จะทราบสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ ซึ่งสามารถนำมาใช้กำหนดมาตรการจูงใจ (Incentive) ให้คนไทยใช้สินค้าไทยมากขึ้น และช่วยกระตุ้นการผลิตภายในประเทศเพื่อชดเชยส่วนต่างจากค่าเงินได้ 

ขณะเดียวกันต้องมีการยกระดับภาคบริการและการท่องเที่ยว เน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้สูงผ่าน Wellness และ Medical Tourism ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย และเป็นการส่งออกภาคบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป 

สำหรับการหาตลาดเพิ่มเติมนายดนุชา กล่าวต่อไปว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจาเปิดเสรีการค้า (FTA) โดยเฉพาะ FTA ไทย – EU เพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ และเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในเวทีโลก

3.ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ประเด็น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตามอง และถือว่ายังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในเวทีโลก ปัจจุบันสงครามในยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดแย้งในจุดต่าง ๆ ของโลกสร้างความหวาดกลัวว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น ประเทศในยุโรปหลายแห่งเริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหาร และดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร  

เช่นเดียวกับสภานการณ์ในประเทศเวเนซุเอลาที่อาจบานปลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคได้  ซึ่งเป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ เหล่านี้อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่จะกระทบการค้าเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้ระบบการผลิต หรือซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกเกิดการหยุดชะงักได้ 

4.ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว 

นายดนุชา ประเมินว่า มาจากแรงส่งในเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลงภายหลังจากที่มีการยุบสภาฯ ขณะที่ระดับ หนี้ครัวเรือน ที่อยู่ในระดับสูงและรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชนมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก 

ประเด็นสำคัญต้องจับตาอีกเรื่องคือ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีความล่าช้า เนื่องจากในปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณต่อ

ดังนั้นจึงคาดว่า การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 จะสามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งในช่วงเวลานี้จำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น 

5.ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงขึ้น 

ปัจจัยนี้มาจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลักที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันต่องบประมาณของประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นการลงทุนในเรื่องระบบน้ำของประเทศ และการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป 

ส่วนประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่เป็นโครงการลงทุนในระยะยาวจะมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อให้สามารถลดภาระงบประมาณในการเยียวยาในระยะยาว โดยต้องเริ่มต้นมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เช่น โครงการคลองระบายน้ำเพื่อตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ 

รวมทั้งโครงการที่ตัดยอดน้ำในพื้นที่เจ้าพระยาตอนบน เช่น คลองระบายน้ำหลากชัยนาท – ป่าสัก - อ่าวไทย  เพราะหากไม่ลงทุนโครงการลักษณะนี้จะกลายเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซาก และทำให้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงจากการกู้ยืมมาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมความเปราะบางของครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติด้วย


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.