
ทั้งนี้ แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง แต่เศรษฐกิจไทยยังคงมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก 4 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่
ในด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยยังถือว่ามีความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1% ของจีดีพี ทั้งนี้ สศค. ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังห่างไกลจากภาวะเงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) เนื่องจากตัวเลขการลงทุนยังคงขยายตัว และจีดีพียังเป็นบวก ไม่ได้ติดลบแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม สศค. ยังคงเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ พื้นที่ทางการคลังของหลายประเทศที่ลดลง ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้ของ SME รวมถึงความเสี่ยงใหม่ระดับโลกอย่างความไม่แน่นอนของผู้นำระดับโลก (Uncertainty of Global Leader)
เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงาน และความผันผวน ภาครัฐเตรียมปรับรูปแบบการช่วยเหลือไปสู่การอุดหนุนแบบเฉพาะเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Subsidy) ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล โดยอาจมีการใช้เครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาช่วยขับเคลื่อน เช่น การตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) กับภาคเอกชน หรือการปรับมุมมองการลงทุนผ่านกองทุน Thailand Future Fund
นอกจากนี้ สศค. ยังได้ประเมินผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยว่า หากมีการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นทุกๆ 100,000 ล้านบาท จะช่วยดันจีดีพีให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 0.27% ในขณะที่มาตรการกระตุ้นการบริโภคที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมจ่าย เช่น โครงการคนละครึ่งในอดีต พบว่ามีประสิทธิภาพสูง โดยมีตัวคูณทางเศรษฐกิจถึงประมาณ 0.7 ขึ้นไป ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังเร่งพิจารณารายละเอียดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้
เมื่อถามถึงตัวเลขคาดการณ์จีดีพีที่ 1.6% นั้นได้สะท้อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐเข้าไปหรือยังนั้น ผอ.สศค. ชี้แจงว่า สมมติฐานในรอบนี้ใช้กรอบงบประมาณปกติของปี 2569 และการประเมินงบประมาณปี 2570 เป็นหลัก โดยได้รวมเพียงงบลงทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 50,000 ล้านบาทเข้าไปแล้วเนื่องจากกระบวนการงบประมาณเป็นไปตามปกติ แต่ในส่วนของเม็ดเงินกู้ก้อนใหม่ และรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่อย่าง "โครงการไทยช่วยไทยพลัส" รวมถึงแนวทางการสานต่อมาตรการกระตุ้นการบริโภคนั้น สศค. จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลสรุปรายละเอียดและความชัดเจนก่อน จึงจะสามารถนำมาผนวกเข้ากับการประมาณการได้