Black Ribbon

ธุรกิจไทยบนเส้นทางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า ความพร้อมและบทบาทของ Transition Finance

07 สิงหาคม 2569
ธุรกิจไทยบนเส้นทางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า ความพร้อมและบทบาทของ Transition Finance
  • ธุรกิจไทยกว่า 2,110 บริษัท โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงและใช้พลังงานเข้มข้น กำลังเผชิญแรงกดดันให้ปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่มีความท้าทายด้านสินทรัพย์เดิมและข้อจำกัดทางการเงิน
  • การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาดของภาคธุรกิจไทยคาดว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 1.34 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญเนื่องจากข้อจำกัดด้านกระแสเงินสดและฐานะทางการเงิน
  • Transition Finance คือกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้ โดยต้องอาศัยองค์ประกอบ 5 ด้าน เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย, การสร้างมาตรฐาน Taxonomy, และการให้แรงจูงใจจากภาครัฐเพื่อลดภาระการลงทุน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าและการลงทุนโลกที่มุ่งเน้นมาตรฐานคาร์บอนตํ่า ธุรกิจไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงและลดการปล่อยได้ยาก (hard-to-abate sectors) เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และเคมีภัณฑ์ รวมถึงกลุ่มที่ใช้พลังงานเข้มข้น (energy-intensive sectors) เช่น แก้วและเซรามิก กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ต้องปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

2,110 ธุรกิจไทยเร่งปรับตัว รับแรงกดดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จากการศึกษาพบว่ามีธุรกิจที่คาดว่าจะเผชิญแรงกดดันภายในประเทศให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2,110 บริษัท ซึ่งแม้ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะเป็นพื้นที่ของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริงกลับมีธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) แฝงตัวอยู่ในห่วงโซ่การผลิตถึง 60-70% สะท้อนว่าแรงกดดันนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่คิด

อีกทั้งธุรกิจส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้พลังงานเข้มข้นซึ่งมีสัดส่วนธุรกิจที่ดำเนินงานมากกว่า 20 ปี สูงถึง 60% แม้การดำเนินงานที่ยาวนานจะช่วยให้มีความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินที่มั่นคง แต่ก็ต้องแบกรับภาระจากสินทรัพย์เดิม (legacy assets) หรือเครื่องจักรเก่าที่ผูกติดกับเทคโนโลยีคาร์บอนสูง ทำให้การตัดสินใจลงทุนใหม่มีความซับซ้อนและเสี่ยงต่อภาวะสินทรัพย์ด้อยค่า (stranded assets)

หากต้องปรับปรุงหรือทดแทนสินทรัพย์ก่อนหมดอายุการใช้งานจริง การพิจารณาถึงความพร้อมทางการเงิน พบว่าธุรกิจในกลุ่มเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่าธุรกิจทั่วไปอย่างชัดเจน ทั้งในด้านสภาพคล่องและความสามารถในการทำกำไร (ROA)

เงินลงทุน 1.34 แสนล้านบาท โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมไทย

ข้อจำกัดด้านกระแสเงินสดนี้เองที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการลงทุนล่วงหน้าสำหรับเทคโนโลยีสะอาดที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ขณะที่ผลตอบแทนหรือผลประหยัดมักจะเกิดขึ้นภายหลัง ความต้องการเงินลงทุนรวมเพื่อการเปลี่ยนผ่านในภาคธุรกิจไทยอาจสูงถึง 134,476 ล้านบาท ภายใต้ฉากทัศน์ที่ต้องเร่งการปรับตัวอย่างเข้มข้น โดยมีความต้องการเงินทุนจากภายนอกสูงกว่า 107,581 ล้านบาท ความท้าทายหลักอยู่ที่กลุ่มปูนซีเมนต์และเคมีภัณฑ์ ซึ่งต้องพึ่งพากระบวนการให้ความร้อนสูงและสินทรัพย์ขนาดใหญ่ การลดคาร์บอนจึงต้องลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น การใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS)

ความพร้อมของธุรกิจไทยในปัจจุบันจึงยังอยู่ในระดับที่ต้องพึ่งพากลไกสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านเส้นทางการลดคาร์บอนรายสาขา ที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือเครื่องมือทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (transition finance) การออกแบบ transition finance ไม่ควรเป็นมาตรการแบบที่ใช้เหมือนกันหมดทุกคน (one-size-fits-all) แต่ต้องสอดคล้องกับระดับความพร้อมและความเสี่ยงของธุรกิจแต่ละกลุ่ม โดยควรยึดแนวคิดการเปลี่ยนผ่านที่ไม่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรง (less disruptive transition) สนับสนุนการปรับตัวจากกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซสูงไปสู่กิจกรรมที่ปล่อยน้อยลงจนถึงกิจกรรมสีเขียวในระยะยาว

5 กลไก Transition Finance กุญแจพาธุรกิจไทยสู่ Net Zero

ดังนั้นการออกแบบ transition finance ของไทยควรประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 5 ด้านเริ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย เช่น สินเชื่อหรือพันธบัตรเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้เริ่มผลักดันผ่านโครงการ Financing the Transition (FTT) ที่มียอดสินเชื่อสะสมกว่า 1.63 แสนล้านบาท

ประการที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและมาตรฐาน เช่น Thailand Taxonomy เพื่อเป็นภาษากลางในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประการที่ 3 คือการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าหรือกลไกคํ้าประกันความเสี่ยงจากภาครัฐ เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนล่วงหน้าที่มีต้นทุนสูง

ประการที่ 4 คือการยกระดับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของสถาบันการเงิน เพื่อให้การจัดสรรเงินทุนสะท้อนความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านได้ดียิ่งขึ้น และประการสุดท้ายคือการพัฒนาศักยภาพ (capacity building) ของบุคลากรในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาแก่กลุ่ม SMEs ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร

ความสำเร็จของระบบนิเวศนี้ไม่ได้วัดเพียงแค่มูลค่าเงินทุน แต่คือการทำให้ธุรกิจเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านได้อย่างยั่งยืน การเชื่อมโยงเป้าหมายการลดคาร์บอนเข้ากับความพร้อมทางการเงินของแต่ละบริษัทจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่สะดุด และช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกท่ามกลางกติกาใหม่ของเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนความกดดันนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในอนาคต


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.