Black Ribbon

หวังเมียนมาคลายกฎเหล็กการค้า

13 สิงหาคม 2569
หวังเมียนมาคลายกฎเหล็กการค้า

การเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลไทย ของ “พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6-7 ส.ค.69 ไม่ได้เพียงสร้างกระแสต่อต้านในหมู่คนไทยที่เกลียดชัง “การปฏิวัติ” และ “เผด็จการ” แต่ยังสร้างกระแสความยินดีปรีดา โดยเฉพาะในกลุ่มของนักธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจ การค้ากับฝ่ายเมียนมา

เนื่องจากที่ผ่านมา เมียนมาเกิดความไม่สงบภายใน มีการสู้รบของฝ่ายรัฐบาลทหาร และชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ที่มีการปะทะ และเส้นทางการขนส่งสินค้าไม่ปลอดภัย สินค้าไทยผ่านไปได้ยาก อีกทั้งยังเกิดความไม่มั่นใจ และไม่ปลอดภัยในการทำธุรกิจการค้าในเมียนมา

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.68 จนถึงเดือน มิ.ย.69 เมียนมาได้ประกาศปิดด่านการค้าชายแดนเมืองเมียวดี ที่อยู่ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อคุมเข้มการนำเข้าสินค้าจากไทย พร้อมกับขยายผลการคุมเข้มนำเข้าสินค้าไทยไปยังด่านท่าขี้เหล็ก ตรงข้ามกับ อ.แม่สาย จ.เชียงราย

ควบคู่กับใช้มาตรการใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ที่กำหนดให้นำรายได้จากการส่งออก (Export Earning) สินค้าบางรายการจากเมียนมาสู่ไทยมาเป็น export credit สำหรับขอใบอนุญาตนำเข้า

เพื่อส่งเสริมการส่งออก และการผลิตภายใน ควบคุมการนำเข้า แก้ปัญหาขาดดุลการค้า เงินสำรองระหว่างประเทศ และอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา ทั้งตลาดมืด และตลาดปกติ

แต่กลับสร้างผลกระทบให้ภาคธุรกิจของคู่ค้าหลายประเทศ รวมถึงไทยและของเมียนมาเองเป็นอย่างมาก เห็นได้จากมูลค่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมาลดลงมาก ล่าสุดช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 69 เหลือเพียง 96,406 ล้านบาท ลดลงถึง 9.59% เทียบช่วงเดียวกันของปี 68

แต่การมาของ “มิน อ่อง หล่าย” ทำให้รัฐบาล 2 ฝ่าย มีโอกาสหารือกันแบบเต็มคณะ ประเด็นที่ผู้นำหารือครอบคลุมทั้งการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแรงงาน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า อีกทั้งจัดงาน Thailand- Myanmar Business Forum ที่มุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้ก้าวสู่บทใหม่

“นางอารดา เฟื่องทอง” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ย้ำว่า การหารือระดับผู้นำครั้งนี้ ถือเป็น “Political Signal” หรือสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาล 2 ประเทศในการวางรากฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ ที่อาจนำไปสู่การฟื้นตัวของการค้าชายแดน และสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจชายแดนกลับมาขยายตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขณะที่ “ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์” ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา ที่ทำธุรกิจกับเมียนมานานหลายทศวรรษ ระบุว่า ภาคเอกชนไทยที่ทำธุรกิจกับเมียนมาย่ำแย่ โดยเฉพาะคนที่ทำการค้าขายตามแนวชายแดน ที่แทบค้าขายไม่ได้เลย เพราะการคุมเข้มนำเข้า หวังว่าการเดินทางมาเยือนไทยของผู้นำเมียนมา จะทำให้ธุรกิจการค้าของทั้ง 2 ฝ่ายเกิดความยั่งยืนในระยะยาว


แหล่งที่มา : Thairath

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.