Black Ribbon

นายก วสท.แนะ ปรับมาตรฐานเหล็กใหม่ แยกประเภทใช้งาน ยกระดับความปลอดภัย กำกับดูแลสิ่งแวดล้อม

04 สิงหาคม 2569
นายก วสท.แนะ ปรับมาตรฐานเหล็กใหม่ แยกประเภทใช้งาน ยกระดับความปลอดภัย กำกับดูแลสิ่งแวดล้อม

นายก วสท.แนะกำหนดมาตรฐานเหล็กฉบับใหม่ แยกประเภทใช้งาน-ยกระดับความปลอดภัย-กำกับดูแลสิ่งแวดล้อม

นายก วสท. เสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตฉบับใหม่ ควรแบ่งแยกประเภทการใช้งานให้เหมาะสม ยกระดับกำกับดูแลโรงงานผลิตอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติเหล็กให้สอดคล้องมาตรฐานสากลควบคู่การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมแนะนำระบบ “วิศวกรอิสระขึ้นทะเบียน” ตรวจประเมินโรงงานผลิต

รศ.เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยถึงข้อเสนอแนะ การปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ฉบับใหม่ ซึ่งมีความเห็นว่าควรมุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ควบคู่กับการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และแนวทางที่เหมาะสมควรมีการแบ่งมาตรฐานตามประเภทการใช้งาน (Class Partitioning) โดยกำหนดมาตรฐานภายใต้เลข มอก.เดียวกัน แต่แบ่งเป็นเกรดของการใช้งาน เช่น เกรดสำหรับโครงสร้างสำคัญที่ต้องรับแรงแผ่นดินไหวหรือแรงสั่นสะเทือนสูงและเกรดสำหรับอาคารทั่วไป

โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้เหล็กที่ใช้ในโครงสร้างหลัก เช่น เสา คาน และอาคารสูง ต้องผ่านกระบวนการผลิตที่มีความสามารถควบคุมคุณภาพได้สูงกว่า ขณะที่งานก่อสร้างทั่วไปยังสามารถเลือกใช้เหล็กตามมาตรฐานที่กำหนดได้ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับหลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตามมีอีกหลายประเทศในอาเซียนยังมีการใช้เตาหลอม Induction Furnace (IF)  ซึ่งเป็นผลมาจากประเทศจีน ปรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและทยอยยกเลิกการใช้เตาประเภท IF ภายในประเทศ ทำให้เครื่องจักรถูกส่งออกมายังประเทศกำลังพัฒนาในราคาที่ต่ำ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าระบบผลิตแบบ Electric Arc Furnace (EAF) และหากมีมาตรการให้โรงงานที่ใช้เตาหลอม IF ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน ทั้งการติดตั้งระบบ Refining เพื่อปรับคุณภาพน้ำเหล็ก การควบคุมมลพิษ และการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับระบบ EAF ทำให้ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนของเตา IF ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

“เมื่อต้นทุนการผลิตของเตา IF เพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับระบบ EAF  ทำให้ข้อได้เปรียบด้านราคาหายไป จะนำไปสู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า  มากกว่าการลดต้นทุนจากการใช้เทคโนโลยีราคาถูก  มาตรฐานเหล็กฉบับใหม่จึงไม่ใช่ตัดสินว่าจะใช้หรือเลิกใช้เตา IF แต่ต้องกำหนดมาตรฐานให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ต้องกำกับดูแลอย่างประสิทธิภาพ ให้เหล็กทุกเส้นที่ออกสู่ตลาดมีคุณภาพ มีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้มีสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว”  รศ.เอนก  กล่าว

รศ.เอนก กล่าวอีกว่า เพื่อให้มาตรฐานเหล็กฉบับใหม่มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้เสนอแนวทางในการเพิ่มการกำกับดูแลโรงงานผลิตเหล็ก โดยนำระบบ “วิศวกรอิสระขึ้นทะเบียน” เข้ามาตรวจประเมินโรงงานผลิตเหล็ก ทั้งในด้านคุณภาพการผลิต และด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสามารถรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลได้โดยตรง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดภาระของภาครัฐ และสร้างความเชื่อมั่นว่าโรงงานผู้ผลิตได้ปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน


แหล่งที่มา : แนวหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.