Black Ribbon

วงการค้าเหล็กไทยเดือด แฉจำกัดเตาหลอม IF ส่อเอื้อทุนใหญ่ฮุบตลาด 5 หมื่นล้าน

07 สิงหาคม 2569
วงการค้าเหล็กไทยเดือด แฉจำกัดเตาหลอม IF ส่อเอื้อทุนใหญ่ฮุบตลาด 5 หมื่นล้าน
จับตาศึกมาตรฐานเหล็ก! ปมแก้ มอก.ส่อเดือด หลัง กว.84 โหวตเฉียดฉิว 7 ต่อ 6 ให้จำกัดเตาหลอม IF แฉส่อเอื้อทุนใหญ่ ฮุบตลาดเหล็ก 5 หมื่นล้าน

ความขัดแย้งในอุตสาหกรรมเหล็กไทยปะทุขึ้นอีกระลอก หลังที่ประชุมคณะกรรมการวิชาการ (กว.) ชุดที่ 84 มีมติเฉียดฉิว 7 ต่อ 6 เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบตาม กมอ. ให้จำกัดเทคโนโลยีเตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace : IF) ไม่ให้ผลิตเหล็กเส้นข้ออ้อย ขณะที่ผู้แทนสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า ออกมาเปิดเผยข้อมูลเบื้องลึก มองว่า การแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มีความไม่โปร่งใส ส่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ผลิตเตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace : EF) จนนำไปสู่การผูกขาดตลาดเหล็กมูลค่า 40,000-50,000 ล้านบาทต่อปี

นายศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ ผู้แทนสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ระบุว่า หลักการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทยและสากลต้องพิจารณาจาก “คุณภาพของผลิตภัณฑ์” ไม่ใช่ “กรรมวิธีการผลิต” หากเหล็กผ่านการทดสอบด้านความแข็งแรง คุณสมบัติทางกลและข้อกำหนดตามมาตรฐาน มอก. ทุกมิติ ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าผลิตจากเทคโนโลยีใดก็ตาม

กระบวนการปรับปรุง มอก. ครั้งนี้กลับพยายามสร้างเงื่อนไขด้าน “กรรมวิธีการผลิต” นำข้อมูลไม่มี วิชาการรองรับ มา เป็นเหตุผลในการกำหนด มาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็ก ในรอบนี้ โดยเฉพาะที่มาของกรรมการชุด กมอ. กรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรม ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 6 ท่านค้างสายตาประชาชนตั้งแต่ตั้งมา โดยไม่มีนักกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมและผู้เชี่ยวชาญกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม และการตั้งชุดคณะกรรมการนักวิชาการชุดที่ 84 ซึ่งตั้งขึ้นมาแทนชุดเดิม 2/7 ที่ยังไม่ได้หมดอายุ ปรากฏในคณะ กว ชุด 84 มีผู้แทน มาจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นคนมาจากบริษัทเตาหลอมที่ใช้ เทคโนโลยี EAFหลายท่าน แต่ไม่มีผู้แทนจากระบบIF อยู่ด้วย ทำให้มีข้อสงสัยว่าการตัดสินมติออกมาเป็นกลางหรือไม่ อดีตที่ผ่านมาหากผลความคิดเห็นไม่เป็นเอกฉันท์ หาข้อยุติจนกว่าทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกัน หาก กมอ.พิจารณาไม่ถี่ถ้วนไม่ได้นำข้อเท็จจริงหรือวิชาการที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาร่วม นำแค่เสียงข้างมากโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบมาพิจารณา และละเลยมติของคณะ อนุ กว 84 / 1 ที่มีมติไม่จำกัดเทคโนโลยีในการผลิตเหล็กเส้น เสริมคอนกรีต จะส่งผลให้มีความเสียหายเป็นวงกว้าง จะสร้างความผูกขาดให้กับคู่แข่งการค้าEAF ซึ่งประเทศชาติและประชาชนจะเสียประโยชน์เพราะราคาเหล็กจะขึ้นอย่างน้อย 3 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ขาดดุลการค้า รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตIF ต้องเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้นจากหน่วยงานรัฐถึงเวลาต้องใช้เงินภาษี ประชาชนมาชดใช้ คณะอนุ กว 84/1 เป็นคณะที่มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านโลหะวิทยา หน่วยงานวิจัย หน่วยงานผู้ใช้เหล็ก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ผู้ออกแบบ ก่อสร้าง และผู้ผลิต ได้ พิจารณาทุกมิติถี่ถ้วนแล้วว่าไม่มีความจำเป็นต้องจำกัดเทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สามารถผลิตเหล็ก ได้คุณภาพได้แต่มีการเพิ่มกรรมวิธีผลิตเตาปรุงเข้าไปในขบวนการผลิตเพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้าและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ทางกลุ่มผู้ผลิต IF เห็นด้วยในการกำหนดดังกล่าว ต้องเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน แม้ว่าผลิตภัณฑ์ผ่านมาตรฐานทุกด้านคุณภาพก็ตาม แต่ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดเทคโนโลยีในการผลิตสินค้า เป็นการกีดกันการแข่งขัน มากกว่าการยกระดับคุณภาพสินค้า

นายศักดิ์ชัย ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการวิชาการ 2/7 ใช้เวลาศึกษาและพิจารณาประเด็นดังกล่าวนานกว่า 1 ปี กำลังจะเสร็จสิ้นในการกำหนด ทบทวนและยกระดับ มาตรฐาน มอก. โดยไม่ได้จำกัดเทคโนโลยี แต่ต่อมา มีเหตุการณ์ตึกถล่มและมีนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงทำให้หยุดการพิจารณาต่อมาเกิดปรากฏการณ์ที่ปรากฏตามสื่อทีวีและออนไลน์และมีการปรับเปลี่ยนตั้งคณะกรรมการ กมอ.ใหม่แทงชุดเก่า ตั้งคณะกรรมการวิชาการ กว ชุด 84 ขึ้นมาใหม่ และมีคำสั่งให้เร่งดำเนินการเปลี่ยนแปลงภายในเวลาเพียง 3 เดือน ทุกขั้นตอนวางกรอบเวลาสั้นสั้นเต็มไปด้วยข้อสงสัย

นายศักดิ์ชัย ระบุว่า อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การไม่นำผลการศึกษาทางวิชาการของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เมื่อปี 2558 มาประกอบการพิจารณา ทั้งที่รายงานดังกล่าวสรุปว่า เตาหลอม IF สามารถผลิตเหล็กให้ได้มาตรฐาน ขณะที่เหตุผลสำคัญที่ถูกหยิบมาอ้างกลับเป็นการระบุว่าประเทศจีนได้ยกเลิกการใช้เตาหลอม IF แล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงในปี 2016 จีนรถกำลังผลิตสั่งปิดโรงงานขนาดเล็กมีทั้งเตา IF EAF โรงงาน ถลุงเหล็ก ไม่ใช่เฉพาะแค่เราอินดักชั่นอย่างเดียวในปัจจุบันจีนยังใช้เทคโนโลยีอินดักชั่นส์อยู่จำนวนมากในขบวนการผลิตต่างๆ แต่ผู้ร้องเรียนนำข้อความบางส่วนมาเสนอให้ทาง กมอ. ทราบว่า จงใจ ชี้นำ ให้ไทยดำเนินการในแนวทางเดียวกัน

“การเปรียบเทียบดังกล่าวไม่เหมาะสม เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กของจีนและไทยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านกำลังการผลิต เทคโนโลยี และบริบทของตลาด จึงไม่ควรนำมาใช้เป็นเหตุผลหลักในการกำหนดนโยบายของไทย” อีกทั้งขาดหลักวิชาการรองรับและ หลักฐานที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) โดยระบุว่ามีการกำหนดให้เปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 17 ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในขบวนการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ทราบจุดประสงค์ที่จัดขึ้นดังกล่าวเพื่ออะไรและสิ่งที่ผิดสังเกตคือมีประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กมอ ในวันที่ 18 ทันที ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง จนถูกตั้งคำถามว่า การตัดสินใจในวันที่ 18 ของคณะ กมอ จะมีข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ ทำไมถึงต้องรีบขณะนี้ หากผลตัดสินของ กมอ ออกมาไม่เป็นธรรม ขาดวิชาการรองรับไม่อยู่ในพื้นฐานความเป็นจริงทางกลุ่มผู้ผลิตIF มีช่องทางเดียวที่พึ่งได้ คือศาลปกครอง เพราะว่าคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะ กมอ. ขาดนักกฎหมายของ กระทรวงอุตสาหกรรมและผู้เชี่ยวชาญกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม อีกอย่างมีตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอยู่ด้วย ซึ่งกลุ่มIFไม่มั่นใจในการพิจารณา

เช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการวิชาการ (กว.) ชุดที่ 84 ได้ลงมติในประเด็นการกำหนดมาตรฐานเหล็กเส้นข้ออ้อย โดยมีกรรมการเข้าร่วมลงคะแนนทั้งหมด 13 คน ผลปรากฏว่า 7 เสียงเห็นชอบให้จำกัดเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งส่งผลให้ไม่อนุญาตให้ใช้เตาหลอม IF ผลิตเหล็กเส้นข้ออ้อย ขณะที่อีก 6 เสียง ซึ่งมาจากนักวิชาการ เห็นว่าไม่ควรจำกัดเทคโนโลยี และเห็นตามความเห็นของคณะอนุกรรมการ 84/1 ที่เสนอให้ IF สามารถผลิตต่อไปได้

“กรรมการฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดเทคโนโลยี ให้เหตุผลว่ามาตรฐาน มอก. ฉบับใหม่ได้เพิ่มความเข้มงวดไว้แล้ว ทั้งการยกเลิกการใช้สัญลักษณ์ตัว “T” และกำหนดค่าความแข็งแรง รวมถึงอัตราส่วนทางวิศวกรรมของเหล็กแต่ละประเภทไว้อย่างละเอียด ทำให้ไม่ว่าจะเป็นเตาหลอม IF หรือ EF หากผลิตสินค้าไม่ได้คุณภาพก็จะไม่สามารถผ่านมาตรฐานได้อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องระบุห้ามใช้เทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งเป็นการเฉพาะ” ขาดหลักฐานและวิชาการรองรับว่าIFไม่สามารถผลิตได้

นายศักดิ์ชัย ระบุว่า มีการประเมินว่า หากมาตรการจำกัดการใช้เตาหลอม IF ถูกประกาศใช้จริง โรงงาน IF จำนวนมากที่ลงทุนไปแล้วหลายพันล้านบาทอาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางแห่งอาจต้องยุติการผลิต ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดเหล็กมูลค่า 40,000-50,000 ล้านบาทต่อปี อาจกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการ EF เพียงไม่กี่ราย ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการแข่งขันเสรี และอาจกระทบต่อราคาวัสดุก่อสร้าง ต้นทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาว และจำกัดทางเลือกของประชาชน

อย่างไรก็ตามคุณศักดิ์ชัยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักในการพิจารณาตัดสินใจให้ถูกต้องตามกฎหมายและหลักวิชาการและหลักฐานที่ปรากฏชัดเจน ไม่ใช่พิจารณาตามข้อ กังวลที่ตั้งมาบนสมมุติฐานไม่มีหลักฐานและวิชาการรองรับสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทย และ ต้องตระหนักถึงความผิดที่ตามมา

แหล่งที่มา : mgronline

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.